Categories
Blog

ตึกชิโนโปตุกี ภูเก็ต

ตึกชิโนโปตุกี-ภูเก็ต

ตึกชิโนโปตุกี ภูเก็ต อารยธรรมเก่า

ตึกชิโนโปตุกี ภูเก็ต คือ สถาปัตยกรรมจีน – โปรตุเกส (อังกฤษ: Sino-Portuguese Architecture) คือ รูปแบบของสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานกันระหว่าง ตะวันออกกับตะวันตก คือ โปรตุเกส จีน และ มลายูในแหลม

มลายูสมัยจักรวรรดินิยม ตะวันตก ราวปี พ.ศ. 2054 สามารถพบเห็นได้ในมะละกา ปีนัง สิงคโปร์ มาเก๊า รวมถึงไทย เช่น ในเขตเทศบาลนครภูเก็ตซึ่งมีจำนวนมาก และ สมบูรณ์ที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย

ตึกชิโนโปตุกี ภูเก็ต สถาปัตยกรรมจีน – โปรตุเกสเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ในสมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จ ราชการมณฑลภูเก็ต ในช่วงปี

พ.ศ. 2444–2456 ตรงกับ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ถือเป็น ผู้ที่พัฒนาเมืองภูเก็ต ให้มีความเจริญในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะ การวางผังเมืองภูเก็ตใหม่ ในระบบกริดตาราง

เมืองเก่าภูเก็ต ชมตึกสุดคลาสสิค ตึกชิโนโปตุกี ภูเก็ต

ตึกชิโนโปตุกี-ภูเก็ต-2

นอกจากความสวยงาม ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเกาะ และ ทะเล ที่สวยงามแล้ว ภูเก็ต คือ เมืองที่มีประวัติศาสตร์ และ ความรุ่งเรืองอันยาวนาน โดยหนึ่งในรอยอดีตอันรุ่งเรืองของภูเก็ต คือ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต ที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ชิโนโปรตุกีส

ตลอดสองฝั่งถนน จนเป็นเอกลักษณ์ ที่โดดเด่น ตึกเก่าเหล่านี้ กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองภูเก็ต สามารถเดินชม นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารอร่อย ร้านกาแฟเก๋ ร้านค้าขายของที่ระลึก ให้เที่ยว ช้อป กิน ไปอย่างเพลิดเพลิน เมื่อมาถึงภูเก็ต จึงเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว ที่ไม่ควรพลาด

การได้มาเดินชมเมืองเก่า สำหรับการชมเมืองเก่าภูเก็ต แนะนำให้เดินจะดีที่สุด เพราะตึกเก่าส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ริมถนน ตามเส้นต่างๆ ซึ่งเชื่อมต่อกันไม่ไกลมาก ตั้งแต่ถนนถลาง เยาวราช ดีบุก พังงา เทพกระษัตรี เดินชมถ่ายรูปแวะตรงจุดนั้นนี้ไปเรื่อยก็เพลินดี

เพราะหากขับรถ จะค่อนข้างหาที่จอดยาก หากเดินชม แล้วเหนื่อยสามารถเรียกมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ที่ขับผ่านไปมา ไปส่งตามจุดต่างๆ ได้ ค่าโดยสารเริ่มต้นเที่ยวละ 20 บาท ช่วงเวลาที่เหมาะสม หากอยากเดินถ่ายภาพตึกให้ได้แสงสวยๆ แนะนำช่วงเช้าดีที่สุด

แต่ถ้าอยากเดินเล่น แวะร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าไปด้วย มาช่วงบ่ายแก่ๆ ก็จะไม่ร้อนมาก และช่วงกลางคืนย่านเมืองเก่าภูเก็ตค่อนข้างคึกคัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟมีเยอะมาก ตั้งอยู่ติดๆกันจนเลือกไม่ถูกว่าต้องไปร้านไหน

ชอบบรรยากาศ หรือ อยากทานอาหารแบบไหน เลือกได้ตามใจชอบ ร้านอาหารส่วนใหญ่ เน้นอาหารพื้นเมืองภูเก็ตที่หาทานได้ยาก อาหารใต้ ติ่มซำ ขนมจีน บะหมี่ชื่อดัง ของหวาน ย่านเก่าเมืองภูเก็ต มีหมดทานจนหนังท้องตึง

ลักษณะตึกชิโนโปตุกี

ตึกชิโนโปตุกี-ภูเก็ต-3

ลักษณะของสถาปัตยกรรม แบบจีน-โปรตุเกส คือ การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรป กับ ศิลปะจีน กล่าวคือ “สถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม” (colonial style)

ถ้าเป็นอาคารสองชั้น กึ่งร้านค้า กึ่งที่อยู่อาศัย (shop-house หรือ semi-residential) จะมีด้านหน้าอาคารที่ชั้นล่างมีช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า

ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือ ที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า หง่อคาขี่ ซึ่งมีความหมายว่า ทางเดินกว้างห้า ในภาษามลายูแปลว่าทางเดินเท้า กากี่แปลว่าเท้า นอกจากอาเขตแล้ว

อาคารแบบอาณานิคมมีการนำลวดลายศิลปะตะวันตกแบบกรีก-โรมัน หรือเรียกว่า “ศิลปะคลาสสิก” เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือ หัวเสาแบบไอโอนิก

(แบบม้วนก้นหอย) และ คอรินเทียน (มีใบไม้ขนาดใหญ่ประดับ) เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการบางท่านอาจเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า “คลาสสิกใหม่” สิ่งที่ผสมผสานศิลปะจีนคือ ลวดลายการตกแต่ง

ไม่ว่าจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงทำด้วยปูนปั้นระบายสีของช่างฝีมือจีนประดับอยู่บนโครงสร้างอาคารแบบโปรตุเกส บานประตูหน้าต่าง ตลอดจนการตกแต่งภายในที่มีลักษณะเป็นศิลปะแบบจีน

ถนนพังงา ถนนภูเก็ต ถนนมนตรี

ตึกชิโนโปตุกี-ภูเก็ต-1

ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแยกถลาง มีอาคารที่น่าสนใจ คือ ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ถือได้ว่าเป็นอาคารสัญลักษณ์ของย่านเก่าภูเก็ต แต่ก่อนเป็นตึกเก่าแก่สีขาว ปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเหลืองโดดเด่น ด้วยหอนาฬิกาสูง 4 ชั้นมีหลังคาคล้ายรูปหมวกตำรวจ

สมัยก่อน ช่องประตูหน้าต่าง แบ่งเป็นช่องโค้ง มีเสาอิงแบ่ง เป็นช่วงประดับลายปูนปั้น บนยอดซุ้มโค้งสวยงาม เลี้ยวขวาเข้าถ.รัษฎาไปจนถึงวงเวียนสุริยเดช และตรงไปตามถ.ระนอง ซึ่งช่วงนี้จะได้พบกับตึกที่น่าสนใจ อาทิ โรงแรมออน ออน

ถนนกระบี่ และ ถนนสตูล

เส้นทางสายนี้ มีอาคารเก่า ที่ชวนชมอย่างอาคาร พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิค และ คอรินเธียน ผนังอาคารเซาะ

ร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้ม หน้าต่าง 3 ซุ้ม มีช่องหน้าต่าง 2 ช่องกรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลาย เรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลาง มีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว

ถนนถลาง และ ซอยรมณีย์

ถนนสายประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ถนนเส้นนี้ คือ ศูนย์กลางของการท่องเที่ยวย่านเก่าภูเก็ต ที่มีอาคารตึกแถวเก่า จำนวนมาก รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร

ร้านกาแฟ และ ร้านขายของที่ระลึก มากมายหลายร้าน ตัวตึกมีรูปแบบ การตกแต่งช่องหน้าต่างโค้ง ตามแบบสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิค มีลวดลายที่ดงามเน้นธรรมชาติเถาไม้ ใบไม้ และ รูปสัตว์

ตึกแถวบริเวณนี้มีลักษณะเด่นอยู่ที่ประตูด้านหน้า เป็นแบบบานเฟี้ยมไม้เก่าแก่ ช่วงเสาจะกว้างเท่ากับตึก 2 คูหารวมกัน มีการนำศิลปะการเจาะช่องหน้าต่าง

ลวดลายปูนปั้น แบบอาร์ตเดโคมา ใช้ได้อย่างกลมกลืน และ สวยงาม ซึ่งในปัจจุบัน บ้านเรือน และ อาคารหลายหลัง มีการทาสีใหม่ แต่ยังคงรูปแบบเดิมไว้ นอกจากนี้ถนนถลาง ยังมีซอยรมณีย์ ซอยเล็ก

อีกหนึ่งจุดที่นักท่องเทียวนิยมมาถ่ายภาพ เนื่องจาก มีอาคารสีสันสดใสหลากสี ทั้งชมพู เหลือง น้ำเงิน และมีร้านกาแฟ อยู่ในซอยนี้หลายร้าน รวมทั้งที่พักด้วย เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ขอขอบคุณบทความรีวิวสถานที่ดัง โดย sagaming66

เครดิต : https://ufabets5.com/sa-gaming-66/

Categories
Blog

วัดยานนาวา กรุงเทพ

วัดยานนาวา-กรุงเทพ

วัดยานนาวา กรุงเทพ สเน่ห์เมืองกรุง

วัดยานนาวา กรุงเทพ คือ พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณ มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดคอกควาย” เนื่องจากมีชาวทวาย มาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ เป็นจำนวนมาก และ ชาวทวาย จะนำกระบือที่เลี้ยงไว้

มาทำการซื้อขาย และ แลกเปลี่ยนกัน หมู่บ้านบริเวณนั้น จึงได้ชื่อเรียกกันต่อมาว่า “บ้านคอกควาย” ปัจจุบันมี พระธรรมวชิรโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต) ดำรงตำแหน่ง เป็นเจ้าอาวาส ในสมัยกรุงธนบุรี ได้รับการยกฐานะวัดคอกควาย ขึ้นเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” ต่อมารัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่

วัดยานนาวา กรุงเทพ ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ และ สร้างเรือสำเภาพระเจดีย์ แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลัง ได้เห็นรูปแบบเรือสำเภา ซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อ จากวัดคอกกระบือเป็น “วัดยานนาวา” ด้านใน มีพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าให้สักการะ

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดมีดังนี้

วัดยานนาวา-กรุงเทพ-3

สำเภาพระเจดีย์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ส่วนท้ายของสำเภาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และ พระพุทธรูปปางต่างๆ รวมทั้ง พระบรมรูปบูชารัชกาลที่ 3 เปิดให้เข้าชมเวลา 8.00 – 21.00 อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ที่มีพระบรมสารีกธาตุจาก 8 ประเทศ

มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆประดิษฐานอยู่ เปิดให้ประชาชน ได้เข้าไปสักการะบูชาได้(ห้ามถ่ายรูป) บนชั้น 3 ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว อันเชิญมาจาก วัดพระธาตุเขี้ยวแก้วเมืองเคนดี้ประเทศศรีลังกา พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว 3 ปางในองค์เดียวกัน ได้แก่ ปางปัญญา ปางเมตตา และ ปางสันติ

แกะสลักจากหยกขาวทั้งองค์ และ เป็นองค์แรกของโลกที่มี 3 ปางในองค์เดียวกัน มีความสูง 5 เมตร น้ำหนัก 16,500 กิโลกรัม แกะสลักโดย ช่างจากกรมศิลปากรของจีน เพื่อนำมาทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะจัดให้มีงานสมโภชในวันที่ 11-21 กุมภาพันธ์ 2553

อาคารมหาเจษฎาบดินทร์

วัดยานนาวา-กรุงเทพ-1

เข้ามาในวัดยานนาวาจะอยู่ตรงกลางระหว่างอาคารที่สำคัญของวัดได้แก่อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจาก 8 ประเทศ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระราหู บนชั้น 3ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว

ปัจจุบันด้านหน้าอาคารมีพระโพธิสัตว์กวนอิม 3 ปางใน 1 องค์ ประดิษฐานอยู่ (ขวามือในรูป) ข้างอาคารมหาเจษฎาบดินทร์มีทางเข้าลานจอดรถ (ระหว่างงานสมโภชเจ้าแม่กวนอิมห้ามนำรถเข้ามาจอด) อาคารอีกหลังจะอยู่ตรงกันข้ามกับอาคารมหาเจษฎาบดินทร์เป็นหอพระไตรปิฎก

อาคารเสนาสนะ

วัดยานนาวา-กรุงเทพ-2

สำเภายานนาวา มีความยาววัดจากหงอนข้างบนถึงท้ายบาหลี มีห้องขนาดเล็ก 21 วา 2 ศอก ความยาวส่วนล่างวัดที่พื้นดิน 18 วา 1 ศอกเศษ ความกว้างตอนกลางลำเรือ 4 วา 3 ศอก ความสูงตอนกลางลำเรือ 2 วา 3 ศอกนอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์องค์ใหญ่ และ เล็กอยู่ในลำสำเภารวม 2 องค์

ที่ห้องบาหลีมีรูปหล่อของพระเวสสันดรกับพระกัญหาบริเวณท้ายเรือชาลีประดิษฐานอยู่ อันเนื่องมาจากเนื้อความในมหาชาติคำหลวง ที่พระเวสสันดรโน้มน้าวใจพระโอรสธิดาให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล เสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน

ด้านหลังบานประตู ในพระอุโบสถ (ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1) มีภาพจิตรกรรมสำคัญ ที่รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้วาดขึ้น คือ รูปกระทงใหญ่ ตามแบบที่ทำ ในพระราชพิธีลอยพระประทีป และ โถยาคู ตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระ ในพระราชพิธีสารท ในรัชสมัยของพระองค์

ในปี พ.ศ. 2530 วัดก่อสร้าง อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ในวาระมหามงคลครบรอบ 200 ปี พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาคารอเนกประสงค์ทรงไทย สูง 3 ชั้น ประดับด้วยยอดปราสาท 5 ยอด ใช้เป็นศาลาการเปรียญบำเพ็ญกุศล

ปฏิบัติธรรม และ เป็นหอประชุม นอกจากนั้น สร้างหอพระไตรปิฎกเป็นอาคารทรงไทย 3 ชั้น ประดับยอดปราสาท 3 ยอด ใช้เป็นห้องสมุด มีทั้งหนังสือทั่วไป และ หนังสือธรรมะ และ ยังเก็บรักษาตู้ พระไตรปิฎกเขียนลวดลายลงรักปิดทองของโบราณ

ภาพเรือสำเภาแบบฮกเกี้ยน

แต่เดิมตามแบบ ที่เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินธร มหากัลยาณมิตร (ต้นสกุลกัลยาณมิตร) แต่งสำเภาถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และรัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้สร้างขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ กลัวว่าจะสูญหายไป จากภาพเป็นกระเบื้องรูปเรือสำเภาเครื่องลายครามจากประเทศจีนที่รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดสั่งเข้ามา ๒ คู่ สันนิษฐานว่า คู่หนึ่งอาจนำมาประดับที่วัดยานนาวา พร้อมกับคราวที่ทรงสร้างสำเภา แต่ปัจจุบันได้เสียหายไปพร้อมกับโบสถ์หลังเก่า

ส่วนท้ายสำเภา

ตรงนี้จะมีทางขึ้นไปสู่ห้องที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองและพระพุทธรูป บันไดทางขึ้น-ลง มี 2 ทาง ไม่มีป้ายกำกับทางขึ้นหรือลงสามารถเดินขึ้นหรือลงทางใดก็ได้ แต่ละข้างของทางเดินจากตรงกลางสำเภาไปที่บันไดมีระฆังแขวนไว้ด้านละ 3

สำเภายานนาวา

สำเภายานนาวา มีความยาว วัดจากหงอนข้างบน ถึงท้ายบาหลี (ห้องขนาดเล็กท้ายเรือสำเภา) 21 วา 2 ศอก ความยาวส่วนล่าง วัดที่พื้นดิน 18 วา 1 ศอกเศษ ความกว้างตอนกลางลำเรือ 4 วา 3 ศอก

ความสูงตอนกลางลำเรือ 2 วา 3 ศอก นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์องค์ใหญ่ และ เล็กอยู่ในลำสำเภารวม 2 องค์ ที่ห้องบาหลี มีรูปหล่อของพระเวสสันดร กับ พระกัญหาชาลีประดิษฐานอยู่

อันเนื่องมาจากเนื้อความในมหาชาติคำหลวง ที่พระเวสสันดรโน้มน้าวใจพระโอรสธิดาให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล เสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติ ข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน

ด้านหลังบานประตูในพระอุโบสถ (ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1) มีภาพจิตรกรรมสำคัญที่รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้วาดขึ้น คือรูปกระทงใหญ่

ตามแบบที่ทำในพระราชพิธีลอยพระประทีป และ โถยาคูตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทในรัชสมัยของพระองค์ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) เป็นเจ้าอาวาส

ขอขอบคุณบทความรีวิวที่เที่ยวในเมืองโดย ufa168

เครดิต : https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
Blog

เขาค้อ เพชรบูรณ์

เขาค้อ-เพชรบูรณ์

เขาค้อ เพชรบูรณ์ แดนสวรรค์ใกล้กรุง

เขาค้อ เพชรบูรณ์ คือ เป็นชื่อเรียกรวม บริเวณเทือกเขาน้อยใหญ่ของเทือกเขาเพชรบูรณ์ จนอาจพูดได้ว่า เป็นทะเลภูเขา มีจุดท่องเที่ยวให้แวะหลากหลายแห่ง และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร ที่มีให้เลือกแบบครบครัน

ทำให้เขาค้อ คือ จุดหมายปลายทาง หลักในการท่องเที่ยว ที่ใครหลายคนสามารถมาเที่ยว ได้อย่างง่ายดาย มาเขาค้อต้องมาชมทะเลหมอก ซึ่งถือว่า เป็นจุดชมทะเลหมอก ที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง สามารถชมได้จากหน้าที่พักที่มีโลเคชั่น

ในการชมทะเลหมอก ซึ่งส่วนใหญ่ จะตั้งอยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำรัตนัย นอกจากนี้ ยังมีจุดชมทะเลหมอก ยอดนิยมอีกหลายจุด มีร้านกาแฟสวย น่าแวะถ่ายภาพ อีกหลายร้าน มาเขาค้อเราต้องมาร์คจุดหลัก แวะเที่ยวที่ไหนบ้างรีวิวนี้มีคำตอบ

เขาค้อ เพชรบูรณ์

กลุ่มภูเขาน้อยใหญ่ ที่ทอดตัวเรียงราย สลับกันในภาคเหนือตอนล่าง เป็นที่ตั้งของอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่บนภูเขา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เนื่องจากมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้แต่ในฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี เพียง 18-25 องศาเซลเซียสเท่านั้น

มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้ได้มาพักผ่อน โดยยอดเขาสูงหลายแห่งที่น่าสนใจ เช่น เขาย่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระตำหนัก เขาค้อ มีความสูง 1,290 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ยอดเขาผาซ่อนแก้ว มีความสูงมากกว่า 1,300 เมตร

ส่วนยอดเขาค้อ ซึ่งเป็นที่ตั้ง อนุสรณ์สถานผู้เสียสละ เขาค้อ มีความสูง 1,174 เมตร สภาพอากาศบนเขาค้อ จึงค่อนข้างเย็น และ เย็นจัดในฤดูหนาว และ ยังมีทัศนียภาพที่สวยงาม เป็นแหล่งชมทะเลหมอก ที่สวยมากแห่งหนึ่ง

ลักษณะภูมิประเทศของเขาค้อ เพชรบูรณ์

เขาค้อ-เพชรบูรณ์-1

มีลักษณะเป็นภูเขาทอดยาว ตามแนวทิศเหนือไปทิศใต้ ตอนบนสุดเป็นภูเขาสูงชัน มีความสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 155 เมตร จนถึง จุดสูงสุด 1,593 เมตร และ เนื่องจากภูเขาในแถบนี้ เป็นภูเขาที่การจากการยกตัวในอดีต

ทำให้มีลักษณะ เป็นภูเขาหินทราย ยอดราบ หรือ มีที่ราบอยู่บานยอดเขา เช่น แหล่งท่องเที่ยวของเพชรบูรณ์ “ภูทับเบิก” เป็นภูสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,786 เมตร และ บริเวณตอนใต้ของพื้นที่สำรวจ ในเขตอำเภอเขาค้อ และ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ (บริเวณเขาย่า)

จะมีลักษณะเป็นสันเขา ยาวลาดลงทางทิศเหนือ – ตะวันตก แต่บริเวณเชิงเขาค้อ ในเขตอำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก อำเภอเขาค้อ (ทางส่วนตะวันตก) จะเป็นหน้าผาสลับซับซ้อน อันเนื่องมาจากการกัดเซาะ เพราะบริเวณขอบเขานั้น เป็นหินทราย ที่ยังจับตัวกันไม่แน่น

ลักษณะภูมิอากาศ

ประมาณเดือนพฤศจิกายน – กลางเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิค่อนข้างหนาวเย็น ฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ – กลางเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 21.93 องศาเซลเซียส

อากาศค่อนข้างร้อนช่วงกลางวัน ฤดูฝน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง ถึงประมาณ 1,425.75 มิลิเมตรต่อปี มีฝนตกปีละ 126 วัน จะมีฝนตกชุก 70% ของทั้งปี

สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อ

เขาค้อ-เพชรบูรณ์-2

ทะเลหมอก

ทะเลหมอกบนเขาค้อ เกิดขึ้นบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ทำให้สามารถชมวิวทะเลหมอก ได้เป็นบริเวณกว้าง จุดหลักของการชมทะเลหมอก คือริมเส้นทางสาย 2196 บริเวณตรงข้าม ที่ทำการอำเภอเขาค้อ

ซึ่งมีศาลาชมวิว สถานที่ราชการ และ จุดกางเต็นท์ สำหรับพักแรมของหน่วยงานราชการ และ รีสอร์ทเอกชนจำนวนมาก ไว้รองรับนักท่องเที่ยว ทะเลหมอกมักเกิดในฤดูฝน และ ฤดูหนาว

ในวันที่อากาศมีความชื้นสูง หรือ วันที่มีอากาศหนาวเย็น ซึ่งปกติสามารถชมทะเลหมอกได้ ในวันที่ไม่มีลมแรง ส่วนวันที่มีลมแรง มักไม่มีทะเลหมอก แต่จะได้อากาศเย็นสดชื่น จากสายลมมาแทน

ทุ่งกังหันลม

อีกหนึ่งแลนด์มาร์ค แห่งเขาค้อที่สวยงาม ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่บ้านเพชรดำ จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเข้ามาในบริเวณแคมป์สน เพื่อไปยังเส้นทางท่องเที่ยวหลักบนเขาค้อ จะสามารถมองเห็น กังหันลมโดดเด่น ได้อย่างง่ายได้

เนื่องจาก จุดที่ตั้งของโครงการทุ่งกังหันลม อยู่บนเนินเขาสูง บนระดับความสูงกว่า น้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร ตระหง่านบนที่ราบยอดเขาเนื้อที่ 350 ไร่ จึงสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกล

พระตำหนักเขาค้อ

ตั้งอยู่บนที่สูงสุดของเขาค้อ คือ สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร สามารถมองเห็นวิวเขาค้อได้แบบครอบคลุมทั้งเมือง ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อเป็นประทับแรมในโอกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ตรวจเยี่ยมงานในโครงการพระราชดำริ และ เยี่ยมเยียนประชาชน

แก่งบางระจัน

เป็นแก่งหินขวางลำน้ำเข็ก ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่รายล้อม มีบรรยากาศคล้ายกับป่าดึกดำบรรพ์ที่อุดสมบูรณ์มากๆ เลยทีเดียว นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ ชมแมงกะพรุนน้ำจืด (Freshwater Jellyfish) ที่หายากมากๆ

ซึ่งค้นพบเป็นประเทศที่ 5 ของโลก หลังจากที่พบที่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ และญี่ปุ่น สายพันธุ์ที่พบคือ Crasapedacusta Sowerbyi แมงกระพรุนจะปรากฏตัวตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น.

The Bluesky Garden

สวนดอกไม้สไตล์อังกฤษ เป็นที่เที่ยวสวยเขาค้อค่ะ บรรยากาศดีสุดๆ เหมือนอยู่เมืองนอกเลยทีเดียว สวนดอกไม้แห่งนี้ตั้งอยู่ใน The Blue Sky Resort นั่นเอง 

ภายในสวนพื้นที่กว่า 30 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนตามฤดูกาล คือ Summer Spring Autumn และ Winter โดยแต่ละส่วนก็จะปลูกดอกไม้และตกแต่งอย่างงดงาม มีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เพียบเลยจ้า

การเดินทางไปเขาค้อ

จากเพชรบูรณ์ไปเขาค้อใช้ทางหลวงหมายเลข 21 (เพชรบูรณ์-หล่มสัก) ถึงสามแยกนางั่ว ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2258 อีก 30 กิโลเมตร อีกเส้นทางหนึ่งคือ ไปตามทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก)

ถึงหลักกิโลเมตรที่ 100 (บ้านแคมป์สน) เลี้ยวซ้ายเข้าเขาค้อตามทางหลวงหมายเลข 2196 อีกประมาณ 33 กิโลเมตร พาหนะที่จะขึ้นเขาค้อ ไม่ควรใช้รถบัสขนาดใหญ่ เพราะมีทางโค้งมาก ถนนค่อนข้างแคบและลาดชัน ควรใช้รถปิคอัพหรือรถตู้สภาพดี

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufabet

Categories
Blog

เมืองลอง แพร่

เมืองลอง-แพร่

เมืองลอง แพร่ ที่ไม่เป็นรองใคร

เมืองลอง แพร่ คือ หากมาเที่ยวเมืองแพร่ มักนึกถึงแต่สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมือง แวะเที่ยววัด คุ้มอาคารเก่า และ ร้านกาแฟชิค แต่แพร่ไม่ได้มีดีแค่ในตัวเมือง ไม่ไกลจากตัวเมือง

เมืองลอง แพร่ มีอำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบ ท่ามกลางหุบเขา นามว่า เมืองลอง อำเภอเก่าแก่ ที่มีเรื่องราวที่ดีของ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีความเป็นธรรมชาติเรียบง่ายตามแบบฉบับวิถีดั้งเดิม

แต่ถ้าอยากได้ความฮิบ ผ่านอาคารสถาปัตยกรรมคลาสสิค และ ร้านกาแฟ เมืองลอง ก็มีให้ได้ไปโพสต์ท่าถ่ายภาพชิคๆ  อยากเที่ยววัดเก่าชมวิวสวยก็มีให้ชม อยากพักผ่อนแบบสโลวไลฟ์ มีที่พักโฮมสเตย์แสนอบอุ่น

ให้พักกายพักใจ เรียกได้ว่า อำเภอลอง มีความพิเศษซ่อนอยู่มากมาย จนไม่อยากให้มองผ่านไป รีวิวนี้จะพาไปตามรอยอำเภอเก่า ที่มาของวลี “เมืองแพร่แห่ระเบิด” ที่เราคุ้นหู และ ผ่านตากันมาบ้าง

ลักษณะเฉพาะของพื้นที่ เมืองลอง แพร่

อำเภอลอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดแพร่  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 42 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 885,350.62 ไร่ หรือประมาณ 1,416 ตารางกิโลเมตร เป็นที่ราบประมาณ 20 %

เป็นภูเขา และป่าไม้80 % (พื้นที่ทางการเกษตร ประมาณ 82,019 ไร่คิดเป็น 9.06 % ของพื้นที่ทั้งหมด ที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัย) และ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบฝนเมืองร้อน

ที่ตั้ง อาณาเขต การคมนาคม

อำเภอลองตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1023 เป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ : ติดต่อกับอำเภอสอง และ อำเภอหนองม่วงไข่
ทิศตะวันออก : ติดต่อกับอำเภอเมือง อำเภอสูงเม่น และ อำเภอเด่นชัย
ทิศใต้ : ติดต่อกับอำเภอวังชิ้น
ทิศตะวันตก : ติดต่อกับอำเภอแม่ทะ และอำเภอแม่เมาะ ( จังหวัดลำปาง )

พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ

เมืองลอง-แพร่-1

ตั้งอยู่ในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึงอำเภอลอง ตัวอาคารมีสีเหลืงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จำลองคล้ายกับสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟบ้านปิน เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผ้าซิ่นโบราณ และ ของเก่าต่างๆ รวมถึง จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าซิ่นตีนตก

พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ ริเริ่มโดยนายโกมล พานิชพันธ์ นักสะสมผ้าโบราณชาวอำเภอลอง ซึ่งได้สะสมผ้าโบราณชนิดต่างๆของ “เมืองลอง” และผ้าโบราณของชุมชนใกล้เคียง จนกระทั่งร่วมมือกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดแพร่ จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีพื้นบ้านสาขาสิ่งทอ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2535 จากนั้นจึงได้เปิดเป็น พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ ให้บุคคลทั่วไปชม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535

วิหารโบราณของวัดสะแล่ง

เมืองลอง-แพร่-2

อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองลอง ก็คือ “วัดสะแล่ง” คำว่า “สะแล่ง” เป็นชื่อของดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้นดอกสีขาวนวล ลักษณะของดอกคล้ายดอกปีป (กาสะลอง) ภายในวัดมีศาสนวัตถุ ที่สำคัญ เช่น พระธาตุชะอูบคำ อุโบสถ

ซุ้มพระ ซุ้มสิงห์จามเทวี เป็นต้น นอกจากนั้น ภายในวัดยังเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุโบราณ อาทิ พระพุทธรุปโบราณ พับสา รอยพระพุทธบาทสัมฤทธิ์ วิหารจำลอง บาตรหิน ผ้าพระบฎ สัตตภัณฑ์ เครื่องรางของขลัง

อีกมุมหนึ่งของวิหารโบราณของวัดสะแล่ง นอกจากแหล่งท่องเที่ยวของอ.ลอง ยังมีสถานที่ที่มีความน่าสนใจอีกมากมาย อาทิ เฮือนคำแสน อ.หนองม่วงไข่ หอศิลป์ขนาดเล็ก ที่รวบรวมศิลปะงานแกะสลักไม้ โดย “สล่า” หรือ ช่างฝีมือแกะสลักในท้องถิ่น ที่มีความอ่อนช้อย

เป็นเอกลักษณ์ งดงาม , บ้านทุ่งโฮ้ง อ.เมือง เป็นแหล่งผลิตเสื้อหม้อห้อมที่มีชื่อเสียงของประเทศ, วัดหลวง อ.เมือง เป็นวัดเก่าแก่ อายุมากกว่า 1,000 ปี สักการะพระเจ้าแสนหลวง พระพุทธรูปขนาดใหญ่ประทับนั่งปางสมาธิสร้างโดยศิลปะล้านนาผสมกับสุโขทัย วัดพงษ์สุนนท์ อ.เมือง

ชมวิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด ที่เป็นวิหาร สีขาวทั้งหลัง, วัดสูงเม่น อ.สูงเม่น แหล่งรวบรวมคัมภีร์ใบลานมากที่สุดในโลก และ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีฯ อ.เด่นชัย ชมความงดงามสถาปัตยกรรมผสมผสาน โดดเด่นด้วยงานปั้น งานแกะสลักและจิตรกรรมฝาผนัง เป็นต้น

โฮงซึงหลวง ของดี เมืองลอง แพร่

เมืองลอง-แพร่-3

ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ของชุมชนในการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านดนตรี โดยที่นี่ผลิตและจำหน่ายเครื่องดนตรีพื้นเมืองหลากหลายชนิด อาทิ สะล้อ ซึง นักท่องเที่ยวจะได้รับชมและ รับฟังดนตรีขับกล่อมอันไพเราะเสนาะหู และ ยังได้ชมการทำน้ำพริกน้ำย้อยสูตรเมืองลอง และ การปักผ้าปาญอ ของชนเผ่าปกาเกอะญออีกด้วยฝีมือความชำนาญของช่างผลิตเครื่องดนตรีพื้นเมือง

การเดินทางสู่อำเภอลองสามารถทำได้ 2 วิธี คือ

ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1023 (ต่อเขตเทศบาลเมืองแพร่ควบคุม-วังชิ้น) ตรงจากตัวจังหวัดแพร่ หรือเดินทางด้วยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (อินทร์บุรี-เชียงใหม่) จากจังหวัดลำปางหรืออุตรดิตถ์ก่อนที่จะเลี้ยว

เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 1023 ที่บ้านแม่แขม ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง เดินทางโดยรถไฟสายเหนือ ลงที่สถานีบ้านปิน ตำบลบ้านปิน แล้วนั่งรถโดยสารต่อเข้ามายังตัวอำเภอเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

รายละเอียดเพิ่มเติม

การเดินทางมาอำเภอลองแบบไม่มีรถส่วนตัว

การเดินทางที่สะดวกที่สุด หากต้องการมาเที่ยวอำเภอลองโดยตรง คือ สามารถนั่งรถไฟสายเหนือ กรุงเทพ-เชียงใหม่ ข.51 ซึ่งจะถึงสถานีบ้านปินตอนเช้าประมาณ 8 โมงกว่า หรือ ลองเช็ครอบรถไฟสายเหนือจากการรถไฟได้ ว่ามีขบวนไหนที่จอดสถานีบ้านปินบ้าง

จากนั้นสามารถเหมารถมอเตอร์ไซต์รับจ้างนำเที่ยวจากสถานีได้เลย รอบละ 150 บาท รับจากสถานีรถไฟบ้านปิน จากนั้นพาเที่ยวตามจุดสำคัญ ได้แก่ ร้านกาแฟแฟ่ระเบิด พิพิธภัณฑ์โกมลผ้า วัดศรีดอนคำ วัดสะแล่ง และทานขนมจีนน่้ำย้อย

ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เที่ยวได้ครบ ส่วนจุดอืนๆเพิ่มเติม สามารถสอบถามราคาว่าจะต้องจ่ายเพิ่มเท่าไหร่ เบอร์มอเตอร์ไซต์รับจ้าง พี่แชร์ โทร 087 577 5060 พี่นึก โทร 064 186 6085 สำหรับคนที่เดินทางมาจากตัวเมืองแพร่ มีรถสองแถวจากตัวเมืองมาที่อำเภอลอง

มาลงที่สถานีบ้านปิน ระยะทางเกือบ 40 กิโล การเดินทางจากตัวเมืองแพร่โดยรถสองแถว ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางเขาที่คดเคี้ยวเป็นบางช่วง หรือนั่งรถตู้ แพร่-ลำปาง ไปลงที่อ.ลองได้เลย รถตู้เริ่ม 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น

ขอขอบคุณบทความแนะนำการท่องเที่ยวโดย sagaming66

เครดิต : https://ufabets5.com/sa-gaming-66/

Categories
Blog

เกาะขาม ชลบุรี

เกาะขาม-ชลบุรี

เกาะขาม ชลบุรี ความดีงามแห่งแดนตะวันออก

เกาะขาม ชลบุรี ตั้งอยู่ในอำเภอ สัตหีบ จังหวัดชลบุรี  เป็นเกาะยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากมีน้ำทะเลใส หาดทรายขาว เหมาะสำหรับมาเล่นน้ำพักผ่อน ถ่ายภาพสวย กับ วิวทะเลสีฟ้าคราม แถมเดินทางไม่ไกล

จากกรุงเทพ เป็นเกาะที่ นอกจากความสวยงามของชายหาดแล้ว ภายในเกาะมีกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการชมปะการัง ด้วยการดำน้ำแบบผิวน้ำ การชมปะการังด้วยเรือท้องกระจก พายคายัคชมทัศนียภาพของเกาะ

สถานที่ตั้ง เกาะขาม ชลบุรี

เกาะขาม ชลบุรี ตั้งอยู่ห่างออกไปจากฝั่งประมาณ 9 กม. โดยการเดินทางไปเที่ยวเกาะขาม สามารถเที่ยวได้แบบไปเช้าเย็นกลับ ไม่สามารถค้างคืนได้เนื่องจากเป็นเกาะที่อนุรักษ์ไว้โดยกองทัพเรือ การเดินทาง เริ่มจากเดินทางไปที่ท่าเรือเขาหมาจอ

แล้วซื้อตั๋วยังจุดจำหน่ายตั๋ว ที่ทางกองทัพเรือได้จัดไว้ หากไม่ทราบสอบถามป้อมยามบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ซึ่งเป็นทางเข้าไปขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือข้ามไปยังเกาะขาม หากมาเที่ยวในวันธรรมดานักท่องเที่ยวน้อย

สามารถ walk in มาซื้อตั๋วตามรอบเรือได้เลยไม่ต้องโทรจองล่วงหน้า โดยมาก่อนเวลา เรือออกสัก 15-30 นาที แต่หากมาเที่ยว ในวันเสาร์ – อาทิตย์ ซึ่งนักท่องเที่ยว ค่อนข้างเยอะต้องโทรจองตั๋วล่วงหน้า สามารถเข้าไปดูรอบเรือ ราคาตั๋ว และ เบอร์โทรจองตั๋ว

อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม

เกาะขาม-ชลบุรี-3

เป็นเกาะเล็กๆ ในอำเภอสัตหีบ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือภาคที่ 1 แบ่งเป็นสองฝั่ง คือฝั่งทิศเหนือ และฝั่งทิศใต้ โดยฝั่งทิศเหนือจะมีหาดทรายสีขาวนวล เหมาะกับลงเล่นน้ำ หรือเล่นกีฬาชายหาด ส่วนหาดฝั่งทิศใต้

เป็นหาดหินกรวดทรายหยาบ ลึกลงไปใต้ท้องทะเลฝั่งทิศใต้ มีปะการังอุดมสมบูรณ์กระจายอยู่รอบเกาะ ทั้งปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะ ปะการังสมอง ดอกไม้ทะเล และยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกหว่ายมาให้สัมผัสแบบใกล้ชิด

รวมไปถึง กุ้ง หอย ปู เม่นทะเล และ ปลิงทะเลเรียกว่าดำเพลินจนตัวดำเลยทีเดียวแต่ถ้าใครไม่ชอบดำน้ำ ก็สามารถนั่งเรือท้องกระจกชมสัตว์ใต้ทะเลได้เหมือนกัน มีเรือคายักให้พาย มีจักรยานให้ปั่น หรือเดินชมพันธุ์ไม้ธรรมชาติ

ตามเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะขามทั้งนี้เกาะขามเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพักแรม และเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ แนะนำให้จองล่วงหน้า เพราะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยววันละไม่เกิน 300 คน

สิ่งอำนวยความสะดวกบนเกาะขาม

เกาะขาม-ชลบุรี-2

– รถรับ – ส่งนักท่องเที่ยว ระหว่างพื้นที่จอดรถไปยังท่าเทียบเรือ
– เรือรับ – ส่งนักท่องเที่่ยว ระว่างท่าเทียบเรือไปยังเกาะขาม
– ร้านค้าขายอาหารและเครื่องดื่มบนเกาะขาม
– ห้องอาบน้ำ – ห้องส้วมบนเกาะขาม
– วิทยากรบรรยายให้ความรู้แต่นักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บนเกาะขาม
– เสื้อชูชีพและหน้ากากดำน้ำ (Snorkel) ให้เช่าในราคาชุดละ 50 บาท

ข้อปฏิบัตินักท่องเที่ยวในการเยี่ยมชมเกาะ

เกาะขาม-ชลบุรี-1

อุทยานใต้ทะเลเกาะขามขอสงวนสิทธิ์โดยไม่แจ้งล่วงหน้าในการเดินทางไปเกาะ กรณีที่สภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยอย่างกะทันหัน การท่องเที่ยวเป็นเชิงอนุรักษ์ โดยเน้นการชื่นชมธรรมชาติอย่างแท้จริง และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวพักแรมบนเกาะ

ไม่อนุญาตให้นำอาหารที่บรรจุในกล่องโฟม หรือเครื่องดื่มที่เป็นขวดพลาสติก ขึ้นไปบนเกาะ ไม่แนะนำให้ซื้ออาหารไปจากบนฝั่ง เพราะอาหารบางชนิด จะส่งกลิ่นรบกวนผู้อื่นและบางชนิดเป็นอาหารที่แมลงวันชอบ ประกอบกับเป็นภาระในการหอบหิ้ว

ซึ่งจะไม่สะดวกในการขึ้นเรือ ลงเรือ แต่หากจำเป็น กรุณานำอาหารไปแค่เพียงพอต่อการรับประทานเท่านั้น เพราะอาหารส่วนที่เหลือจะไปเพิ่มปริมาณขยะบนเกาะ บนเกาะมีอาหาร น้ำดื่มและขนมขบเคี้ยวจำหน่ายราคาปกติ ไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดขึ้นไปบนเกาะ

จำกัดการชมปะการัง กรณีน้ำทะเลมีระดับลดลงจนเป็นอันตรายต่อปะการัง ห้ามสัมผัส จับต้อง หรือเหยียบย่ำปะการัง ตลอดจนห้ามเก็บเปลือกหอย ซากหิน ปะการัง หรือพืชพรรณไม้บนเกาะ กรุณารักษาช่วยรักษาสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

ไม่นำวัสดุที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมขึ้นไปบนเกาะ การอาบน้ำจืดงดใช้สบู่และแชมพู เมื่อเดินทางกลับขอให้ช่วยเก็บขยะหรืองสิ่งของเหลือใช้ที่ท่านนำมากลับไปทิ้งบนฝั่งด้วย ไม่แนะนำสตรีมีครรภ์ในระยะที่เป็นอันตรายต่อครรภ์ เนื่องจากการขึ้น – ลงเรือจะมีความเสี่ยงให้ลื่น

การเดินทางโดยรถส่วนตัว

จากเส้นมอเตอร์เวย์กรุงเทพ ฯ ชลบุรี เข้าสู่ถนนเส้น 331 ผ่านแยกเกษมพล และ แยกกม.10 (รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ) ตรงไปประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้าย ตรงทางเข้าบ้านแสมสาร จากนั้น เดินทางด้วยเรือโดยสาร

ข้ามไปยังเกาะขาม ได้ที่ท่าเทียบเรือเขาหมาจอ ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี สามารถจอดรถได้ที่ พิพิธภัณฑ์วิทยาเกาะ และ ทะเล หรือบริเวณจุดจำหน่ายบัตร และให้นักท่องเที่ยวที่จองไว้มารับตั๋วที่จุดจำหน่ายตั๋ว ในเวลา 07.00 – 09.00 น.

การเดินทางมายังท่าเรือ

รถยนต์ส่วนตัวตั้งการเดินทางโดย google  map มาได้เลยค่ะ พิมพ์คำว่า “ ท่าเรือเขาหมาจอ” เมื่อมาถึงทางเข้าท่าเรือ จะเจอป้อมทหารบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ให้สอบถามว่าจุดขายตั๋วเกาะขามไปตรงไหน ก็ไปตามทางที่แจ้งไว้

การเดินทางโดยรถทัวร์

สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) นั่งรถกรุงเทพ – ระยอง (สายเก่า สายใหม่ไม่ผ่าน) บอกคนรถว่า ลงที่ตลาดสัตหีบ สถานีขนส่งกรุงเทพเอกมัย สาย กรุงเทพฯ-ตราด รถออกรอบแรก ตี 4.00 น. ออกทุกๆ 50 นาที บอกคนรถ

ว่าลงที่ตลาดสัตหีบเมื่อถึงตลาดสัตหีบให้ต่อรถสองแถวสีน้ำเงินที่ด้านหน้ารถมีป้ายเขียนว่า แสมสาร รถจะไปส่งที่หน้าศูนย์ฯ จากนั้นเดินเข้ามายังจุดขายตั๋ว หรือถ้าให้รวดเร็วนั่งมอเตอร์ไซต์มาจะสะดวกกว่า สองแถวรอนาน

การเดินทางโดยรถตู้

รถตู้ไปลงสัตหีบซึ่งมีให้บริการหลายจุดในกรุงเทพ สามารถขึ้นรถตู้ได้ตามจุดที่สะดวก โดยใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงครึ่ง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วินรถตู้ที่เซ็นจูรี่ สถานีขนส่งเอกมัย

เที่ยวแรกเวลา 05.40 – 20.40 น. จุดจําหน่ายตั๋วรถตู้สัตหีบ. ช่อง 26 เอกมัย สายใต้ใหม่ เริ่มเที่ยวแรกเวลา 05.30 ช่องหมายเลข 1 จากนั้นบอกคนขับรถตู้ว่าจะลงที่ กม.6 หรือ กม.10

แล้วให้เหมาวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปที่บริเวณท่าเรือเพราะจะเร็วกว่าสองแถว อย่าลืมขอเบอร์ติดต่อ ทั้งวินมอเตอร์ไซค์และคนขับรถตู้ เพื่อที่จะได้นัดหมายเวลาในการเดินทางกลับได้

รอบเรือข้ามไปเกาะขาม
  • ขาไป     08.30 / 09.30 / 10.00 / 11.00 น.
  • ขากลับ  13.30 / 14.30 / 15.30 / 16.30 น.
ราคาตั๋วข้ามไปเกาะขาม
  • ผู้ใหญ่ คนละ 250 บาท
  • เด็ก ส่วนสูง 90 -120 ซม. คนละ 200 บาท
  • ชาวต่างชาติ
    – ผู้ใหญ่ คนละ 500 บาท
    – เด็ก สูง 90 -120 ซม. คนละ 300 บาท

*** รวมค่าเดินทางไป-กลับ ค่าบริการ ห้องอาบน้ำ ฟรี! เรือท้องกระจกชมปะการัง ราคานี้ไม่รวมอุปกรณ์ดำน้ำ (ต้องการดำน้ำ ชุดละ 50 บาท) ***

ขอขอบคุณบทความแนะแนวการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufa168

เครดิต : https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
Blog

ภูกระดึง จังหวัดเลย

ภูกระดึง-จังหวัดเลย

พิชิตตำนาน ภูกระดึง จังหวัดเลย

ภูกระดึง จังหวัดเลย ” ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือภูพิชิตภูกระดึง ” เป็นประโยคบนป้าย ที่เมื่อไปถึงทุกคน จะต้องถ่ายภาพ เก็บเป็นที่ระลึกไว้ เป็นที่เที่ยวที่เรียกได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของสาย เดินป่า เดินเขา เลยทีเดียว ที่เที่ยวยอดฮิตตลอดกาล

ถึงแม้ปี 2021 แล้ว ก็แต่ยังเป็นที่เที่ยวห้ามพลาด ด้วยบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติรายล้อม และ จุดชมวิวที่สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ทำให้ที่ “ภูกระดึง” แห่งนี้ยังเป็นที่เที่ยวที่ควรไปสักครั้ง

ประวัติ ของ ภูกระดึง จังหวัดเลย

ภูกระดึง จังหวัดเลย อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2505 ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 348.13 ตารางกิโลเมตร (217,576.25 ไร่)

ลักษณะภูมิประเทศ เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด โดยมีที่ราบบนยอดภูกระดึง ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร (37,500 ไร่) ภูกระดึงมีระดับความสูง อยู่ระหว่าง 400 – 1,200 เมตร จุดสูงสุด อยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตร

สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด พันธุ์สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และ น้ำตก อีกทั้ง ยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่ง ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และ สภาพอากาศที่เย็น สบายตลอดปี

บนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยว ปรารถนาที่หวังจะเป็นผู้พิชิต ยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต ทั้งนักท่องเที่ยว ที่ประสงค์จะเข้าไปท่องเที่ยว และ พักแรมบนยอดภูกระดึง

ขอให้ติดต่อ สอบถาม หรือ สำรองการเข้าไปใช้บริการ ล่วงหน้า ทั้งที่พัก ประเภทเต็นท์ของอุทยานแห่งชาติ และ พื้นที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นำเต็นท์มา ตามแผนผังจุดพักแรม ก่อนเดินทางได้โดยตรง ณ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

การเดินทางพิชิตยอดภูกระดึง

ภูกระดึง-จังหวัดเลย-1

สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานจะอนุญาต ให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น. ของทุกวัน และ หลังจากเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ทางอุทยานจะไม่อนุญาต เพราะระยะทางในการเดินขึ้นเขา ต้องใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 4-5 ชั่วโมง

ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำ ในระหว่างทาง ดังนั้น อาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้ง อาจได้รับอันตราย จากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย เส้นทางขึ้นบนยอดภูกระดึง จะต้องเดินเท้าวัดใจผ่านไล่เรียงไปตั้งแต่ ซำแฮก ซำบอน ซำกกกอก ซำกกหว้า ซำกกไผ่ ซำกกโดน

ช่วงสุดท้าย ที่จะผ่านขึ้นไปยังหลังแป เป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด เพราะจะต้องปีนป่ายขึ้นโขดหิน และ ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เป็นพิเศษด้วย เช่นกัน แต่ถ้าใครเหนื่อย ก็นั่งลงแวะพักดื่มน้ำ หาของกินกันได้ มีร้านค้าประจำอยู่ทุกซำ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีอะไรกิน

เสน่ห์ของภูกระดึง

สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาพรรณ สัตว์ป่านานาชนิด หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญ สายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ

สภาพอากาศที่เย็น สบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิอาจลดต่ำ จนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจ ให้นักท่องเที่ยวปรารถนา และ หวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึง สักครั้งหนึ่งในชีวิต

สิ่งอำนวยความสะดวก

ภูกระดึง-จังหวัดเลย-2

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีบ้านพักหลังใหญ่ถึง 16 หลัง ไว้บริการนักท่องเที่ยว พักได้ตั้งแต่ 4-12 คน/หลัง สำหรับคนที่นำเต็นท์มาเอง ที่นี่ก็มีลานกางเต็นท์ และ เต็นท์พร้อมเครื่องนอน หลากขนาดไว้ให้บริการคุณด้วย และ ยังมีค่ายเยาวชน สามารถรองรับกรุ๊ปทัวร์ได้ 100 คนสบายๆ

ในเรื่องของอาหารการกินที่นี่มีจุดบริการอาหารและเครื่องดื่มถึง 3 จุด จุดแรกอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐาน จุดที่สองระหว่างทางเดินขึ้นเขา สุดท้ายที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง รวมไปถึงจุดชมทิวทัศน์ที่สำคัญ บนยอดภูกระดึงด้วย เรียกได้ว่า เดินขึ้นเขาจนเพลียแน่นอน

ก็ไม่ต้องออกแรงทำกับข้าวให้เหนื่อยอีกเป็นสองเท่า นอกจากมีบ้านพัก และ เต็นท์พักแรมให้บริการแล้ว ที่นี่ยังมีบริการลูกหาบ ทั้งหาบข้าวของเครื่องใช้ และ กระเป๋า สัมภาระของนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความสะดวกในการเดินขึ้นภู รวมถึง นักท่องเที่ยวที่ต้องการความสบาย ไม่ต้องเดินขึ้น

การเดินทางโดยรถยนต์

เดินทางโดยรถยนต์ สามารถเดินทางได้หลายเส้นทาง

1) เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี เพชรบูรณ์ อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า ด่านซ้าย ภูเรือ และอำเภอเมืองเลย เลี้ยวเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 (เลย-ขอนแก่น) และ เลี้ยวเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2019 เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

2) ใช้เส้นทางผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา จนถึงจังหวัดขอนแก่นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูผาม่าน และตำบลผานกเค้า เข้าสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

3) เดินทางผ่านจังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 ผ่านจังหวัดชัยภูมิ อำเภอภูเขียว แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ จากนั้นเดินทางเช่นเดียวกับเส้นทางที่ 2

รถไฟ

เดินทางโดยรถไฟ ขึ้นรถไฟ ที่สถานีรถไฟหัวลำโพงถึงสถานีรถไฟขอนแก่น ต่อรถโดยสารสายขอนแก่น-เลย ถึงอำเภอภูกระดึงแล้วต่อรถสองแถวเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง สอบถามข้อมูลรถไฟ โทร. 0-2225-1300 ต่อ 5201 ,0-2223-0341-3 หรือติดต่อสอบถามโดยตรงที่อุทยานแห่งชาติกระดึง โทร. 0-4281-0833, 0-4281-0834

รถโดยสารประจำทาง

เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต 2) สายกรุงเทพ-เมืองเลย ลงรถที่ผานกเค้า หรือสถานีขนส่งอำเภอภูกระดึง แล้วต่อรถสองแถวเข้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง สอบถามข้อมูลรถโดยสาร โทร.0-2936-2852-66 อัตราค่า

ที่ตั้ง : ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง ห่างจากตัวจังหวัดเลย บนทางหลวงหมายเลข 201 ประมาณ 81 กิโลเมตร

** หมายเหตุ เมื่อชำระค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติแล้วกรุณาพกบัตรค่าบริการติดตัว ขณะท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเพื่อการตรวจสอบ **

ขอขอบคุณบทความแนะแนวทางการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufabet.com

เครดิต : https://ufabets5.com/

Categories
Blog

ตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร แลนมาร์คของแดนสยาม

ตลาดนัดจตุจักร คือ ตลาดนัดสวนจตุจักร (Chatuchak Market) หรือ JJ เป็นแหล่งรวมสินค้ากว่า 9,000 ร้านค้า ใน 27 โครงการ ทั้งอาหาร เสื้อผ้า หนังสือ ของเก่า งานหัตถกรรม สัตว์เลี้ยง อุปกรณ์สำหรับเลี้ยงสัตว์ ต้นไม้ อุปกรณ์จัดสวน รวมทั้งสินค้า เบ็ดเตล็ดทั่วไป ด้วยความหลากหลาย

ในราคาของสินค้าที่ประหยัด ทำให้ตลาดนัด เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งชาวไทย และ ต่างประเทศ ใครๆก็ต้องเคยมาเดิน ตลาดนัด โดยปกติแล้ว ก็มาเดินกันเสาร์ และอาทิตย์ ตลาดนัด เปิดตั้งแต่ช่วงเย็นๆ ไปจนกลางคืน บางคนอาจจะยังไม่เคยรู้

ว่ามีตลาดนัดกลางคืน ที่ส่วนใหญ่แม่ค้าแม่ขาย จะมาขายของราคาส่งกันเยอะมากๆ ทำให้สายช๊อปอย่างเรา ต้องห้ามพลาด เด็ดขาด ได้ทำเป็นคู่มือให้สาวๆ ได้ไปเดินช๊อปที่ ตลาดนัดกลางคืนกัน แบบไม่หลง และ ต้องได้ของถูก ติดไม้ติดมือ กลับบ้านอย่างแน่นอน

ประวัติ ตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร-2

เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อ ปี พ.ศ. 2491 แต่เดิมเป็นตลาดสินค้าพื้นเมือง ของกรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดของรัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ต้องการให้มีตลาดนัด ประจำจังหวัดต่างๆ ในช่วงแรกได้มีการกำหนด ให้ใช้สนามหลวง เป็นตลาดนัดของกรุงเทพมหานคร

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2521 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มอบที่ดินย่านพหลโยธิน ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ทางกรุงเทพมหานคร จึงได้ดำเนินการปรับปรุง และ ฟื้นฟูจนกลายเป็น ตลาดนัดสวนจตุจักร หรือ JJ Market

บริการต่างๆ ภายในตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร-1

– ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ให้บริการตามหาญาติ สอบถามร้านค้า หาของสูญหาย เปิดบริการวันพุธ ถึง อาทิตย์ เวลา 8.00 – 20.00 น.
ซุ้มประชาสัมพันธ์ (ประตู 1) ให้บริการ สอบถามร้านค้า แผนที่ตลาดนัด
ปิดบริการวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.00 – 20.30 น.

– ซุ้มประชาสัมพันธ์ ตลาดนัดจตุจักร ตั้งอยู่ที่ประตู 1 ธนาคารต่างๆ ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศ ฝากเงินเปิดบัญชี สินเชื่อ ธนาคารทหารไทย (อาคารกองอำนวยการฯ) ธนาคารกรุงเทพ (อาคารกองอำนวยการฯ) ธนาคารออมสิน (ข้างๆ ฝ่ายปฏิบัติการ)

ธนาคารไทยพาณิชย์ (ใกล้ประตู 1 ถ.กำแพงเพชร 2) ธนาคารกสิกรไทย (ตรงข้ามโครงการ 11)รถไฟฟ้ารอบๆ ตลาดนัดจตุจักร ให้บริการเวลาวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 10.00 – 17.00 น. ห้องน้ำ ห้องพยาบาล (หลังอาคารกองอำนวยการฯ โครงการ 27)

การเตรียมตัวมาเดินตลาดนัดจตุจักร

เตรียมเงินไปให้พร้อม แต่ถ้าเงินไม่พอ ก็สามารถไปกดเพิ่มเงินได้ มีโซนตู้ ATM อยู่แถวๆ ทางเข้าตลาดนัดจตุจักรประตู 1 ไปกันเป็นกลุ่ม ไปหลายๆ คน จะได้ของที่ถูกลง เพราะส่วนมาก แม่ค้าตลาดนัดจตุจักร จะขายถูกลงเมื่อซื้อส่งหลายชิ้น แต่งตัวทะมัดทะแมง แนะนำให้มัดผมมาเดิน เพราะจะได้เลือกซื้อสินค้าแบบไม่ร้อน

สถานที่ใกล้เคียง

จตุจักรพลาซ่า , จตุจักรตลาดนัดติดแอร์ (JJ Mall) , จตุจักร เดย์ แอนด์ ไนท์ , จตุจักร สแควร์ , ร้านอาหารชมรมมังสวิรัติจตุจักร , ตลาด อ.ต.ก. ซันเดย์ มอลล์ , พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร , สวนจตุจักร , สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ , สวนวชิรเบญจทัศ , ลานจอดรถจอดแล้วจร (โบเบ๊จตุจักร) , สถานีขนส่งสายเหนือ และ สายตะวันออกเฉียงเหนือ (หมอชิต 2) , ศูนย์การค้า อินสแควร์

เดินทางไปตลาดนัดจตุจักร

ตลาดนัดจตุจักร-3

มีหลายรูปแบบทั้งรถยนต์ หรือ ส่วนตัว ซึ่งต้องนำไปจอด ที่ลานจอดรถตลาดนัดจตุจักร หรือ Park & Ride และ มีรถรับส่ง ระหว่างลานจอดรถกับ ตลาดนัดจตุจักร (ประตู 2) หรือ นั่งรถประจำทาง ซึ่งมีหลายสายผ่าน

ที่สะดวกมาก ก็คือ โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ให้ลงที่สถานีหมอชิต หรือ รถไฟฟ้าใต้ดิน สามารถเลือกลงได้ทั้งสถานีกำแพงเพชร หรือ สถานีสวนจตุจักร นอกจากนี้ก็ยังมีรถแท็กซี่ และ รถตู้หลายสายให้บริการ

รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT : ลงสถานีกำแพงเพชรทางออกที่ 2 จะถึงด้านในตลาดนัดจตุจักร รถไฟฟ้า BTS : ลงสถานีหมอชิต ออกประตู 1 เดินเรียบรั้วของสวนจตุจักรมาเรื่อย ๆ แล้วเข้าตลาดนัดจตุจักรทางเข้าประตู 3

ป้ายรถประจำทางหน้าสวนจตุจักร (ถ.พหลโยธิน) รถธรรมดา: 3, 8, 27, 28, 44, 52, 77, 96, 104, 108, 122, 126, 145 และ 182
รถปรับอากาศ: ปอ.3, ปอ.28, ปอ.29, ปอ.34, ปอ.39, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.63, ปอ.77, ปอ.104, ปอ.126, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145 และ ปอ.502

ป้ายรถประจำทางหน้าจตุจักรประตู 1 (ถ.กำแพงเพชร 2) รถธรรมดา: 26, 77, 96, 104, 122, 134, 136, 138, 145, 157 และ 182 รถปรับอากาศ: ปอ.77, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145, ปอ.157, ปอ.509, ปอ.517, ปอ.529 และ ปอ.536 

ขอขอบคุณบทความแนะนำสถานที่น่าท่องเที่ยวโดย ufabet.com

Categories
Blog

ท่ามหาราช กรุงเทพฯ

ท่ามหาราช-กรุงเทพฯ

ท่ามหาราช กรุงเทพฯ รีโนเวทใหม่ ไฮโซสุดๆ

ท่ามหาราช กรุงเทพฯ คือ “ท่ามหาราช” คอมมูนิตี้มอลล์น่าเดินของกรุงเทพฯ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศนั้นชวนให้ ควงแขนกันมาดื่มด่ำกับวิวสวยๆ ช้อปเพลินๆ หรือ กินดื่มสุดชิลตรงตามคอนเซ็ปต์ Riverside Eatery, Urban Oasis, Art & Culture Market หรือศูนย์กลางการท่องเที่ยว ที่อุดมไปด้วยศิลปะ และ มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน

อีกทั้ง ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้คนกรุงมาสัมผัส บรรยากาศดีๆ เพื่อเติมความสดชื่นให้กับชีวิต เรียกว่า เป็นสถานที่ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอาย ของวิถีชุมชนในอดีต ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืม ที่จะผสมผสาน ความน่าสนใจเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยบรรยากาศ ที่นี่จะน่าเดิน น่าเที่ยว และ น่าช้อปมากน้อยแค่ไหน

ตามเรามาดูกันที่ ถนนมหาราช (อักษรโรมัน: Thanon Maha Rat) เป็นถนนรอบพระนคร ด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ต่อจากถนนจักรเพชรที่สะพานเจริญรัช ในย่านปากคลองตลาด ไปจดถนนพระจันทร์ ที่ย่านท่าพระจันทร์ ในท้องที่ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานครถนนมหาราช

ท่ามหาราช กรุงเทพฯ เป็นถนนดั้งเดิม ที่มีมาตั้งแต่แรก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเป็นถนนข้างกำแพง พระราชวังหลวงด้านตะวันตก เป็นถนนที่ตัดล้อมพระราชวัง เช่นเดียวกับ ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง และถนนสนามไชย เดิมเป็นทางเดินแคบๆ ที่ปูด้วยอิฐรูแผ่นใหญ่ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ

ให้ตัดถนนในแนวดังกล่าว เป็นถนนเลียบกำแพง พระบรมมหาราชวังด้านทิศตะวันตก เริ่มตั้งแต่ปากคลองตลาด เป็นจุดบรรจบของถนน 3 สาย คือ ถนนมหาราช, ถนนราชินี และ ถนนมหาไชย แล้วพระราชทานนามว่า “ถนนมหาราช” โดยชื่อถนนนั้น มีผู้สันนิษฐานว่า มาจากส่วนหนึ่งของคำว่าพระบรมมหาราชวัง

ท่ามหาราชที่เที่ยวกรุงเทพฯ จุดนับพบริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ท่ามหาราช-กรุงเทพฯ-1-1

สำหรับท่ามหาราชนั้น สามารถมาได้ทั้งทางบก และ ทางน้ำ แถมยังอยู่ติดๆกันกับ ท่าพระจันทร์ใต้ และ ท่าวัดมหาธาตุด้วย เรียกได้ว่าเดินทางสะดวกไม่มีติดขัดอย่างแน่นอน เราจะเห็นเลยว่าช่วยวัน หยุดเสาร์-อาทิตย์ จะมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และ ต่างชาติเดินขึ้น – ลงท่าเรือกันไม่ขาดสาย คึกคักตลออดทั้งวัน

หากเดินมาถ่ายรูปตรงท่าเรือ ก็จะได้มุมแบบนี้ บรรยากาศติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาชิลๆ สั่งอาหาร และ เครื่องดื่มเสร็จ ก็ออกมานั่งรับลมเย็นๆ ได้ทันที สำรวจพื้นที่ด้านใน ซึ่งหากนั่งเรือมาลง ที่ท่าเรือท่ามหาราช ก็จะเจอกับร้านกาแฟสตาร์บั๊ก ซึ่งอยู่ด้านหน้า ซึ่งภายใน ก็จะมีตรอกซอกซอย และ ร้านค้า ร้านอาหารเพียบเลย

ค่อยๆเดินก็จะเห็นได้ว่า จะมีจักรยานอยู่แต่ละจุด ซึ่งถือว่า เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตของนักท่องเที่ยว ริมกำแพงก็มีจักรยาน แขวนเต็มไปหมด ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลากลางคืน จะมีการตกแต่งไฟสวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีคนมายืนถ่ายรูปสวยๆ ร้านอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่ เน้นการตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่ถึงอย่างนั้น แต่ละร้านก็มีดีเทล การตกแต่งที่น่าสนใจ ล่อตาล่อใจ

เป็นที่ให้นักท่องเที่ยว แวะเข้าไปเยี่ยมชมร้านต่างๆ มากมาย ทั้งร้านเค้กร้านอาหาร และ ร้านคาเฟ่ ไว้ให้คุณได้มานั่งชิลๆ เอาแค่ได้นั่งมองผู้คน ผ่านไป – ผ่านมา ก็เพลินตา และ ได้บรรยากาศยามเย็นเหมาะแก่การเดินกินลมชมวิว หรือ แฮงก์เอ้าท์ริมน้ำมากๆ

เพราะคุณจะได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมที่แตกต่างออกไป ดูสงบ ผู้คนต่างไม่เร่งรีบ และ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เหล่านี้เป็นบรรยากาศ ที่แสนจะมีเสน่ห์ ที่น้อยครั้งนักเราจะได้เห็นกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้ ท่ามหาราช จึงเป็นอีกหนึ่งมุมของกรุงเทพฯ เล็กๆ ที่เราเอาไว้ใช้ผ่อนคลายอารมณ์ ยิ่งมืดวิวยิ่งสวย ลมเย็นมากๆ แถมมีดาดฟ้า ให้ขึ้นไปชมวิวสวย และ รับลมด้วย

ท่ามหาราช

ท่ามหาราช-กรุงเทพฯ-2

หลีกหนีความวุ่นวาย ใจกลางเมืองกรุงฯ แล้วมาใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกด้านสุดชิลของกรุงเทพมหานคร ที่ “ท่ามหาราช” จุดนัดพบแบบมีสไตล์ในย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ

ชิม ช็อป ชิล ริมน้ำเจ้าพระยา

ในที่ทำเลริมน้ำเจ้าพระยา บวกกับ ความอาร์ตของท่ามหาราช ที่จะทำให้ผู้ที่ได้มาเยือนนั้น ได้เดินเล่นชมบรรยากาศ เพลินๆ จนลืมเวลา เพราะทุกซอกทุกมุมของที่นี่ มีความเก๋ ที่ให้คุณได้ถ่ายรูปกัน จนเมมโมรี่เต็ม ท่ามหาราช มีหลากหลาย ร้านอาหาร คาเฟ่เก๋ๆ ร้านเสื้อผ้า และ อื่นๆ มากกว่า 20 ร้าน ทั้งยังมี ท่าเรือสำหรับเรือท่องเที่ยว และ เรือข้ามฟากไปวังหลังอีกด้วย ที่นี่ มีหลากหลายกิจกรรม อีเว้นท์ หรือ แม้กระทั่งดนตรีสดหมุนเวียนกันไป ซึ่งสามารถติดตามได้ จากเว็บไซต์ของทาง ท่ามหาราชโดยตรง

จุดเริ่มต้นในการเปิดประสบการณ์ย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ

ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้น การเที่ยวชมเกาะรัตนโกสินทร์ ที่ท่ามหาราช หรือ จะจบลงที่นี่ ก็เป็นไอเดียที่ดีทั้ง 2 แบบ เนื่องจากท่ามหาราช ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่สำคัญทั้ง พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือ แม้กระทั่งนั่งเรือ ไปยังวัดอรุณฯ ก็สะดวก เช่นเดียวกัน

การเดินทางไป ท่ามหาราช กรุงเทพฯ

– เรือด่วนเจ้าพระยา ธงเขียว ส้ม เหลือง มาลงท่าพรานนก/วังหลัง แล้วนั่งเรือข้ามฟาก จากท่าวังหลัง มาท่าวัดมหาธาตุ หรือ เรือด่วนเจ้าพระยา ธงเขียว หรือส้ม ลงที่ท่าช้าง และ เดินต่อไปยังท่ามหาราช
– รถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีตากสิน แล้วต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ที่ท่าเรือสาทร (ธงแดง เหลือง เขียว ส้ม) มาลงท่าพรานนก/วังหลัง หรือ ท่าช้าง
– รถโดยสารประจำทาง สาย 32, 53, 124, 203, 201, ปอ.32, ปอ.524 ท่ามหาราชเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. – รถส่วนตัว จากถนนราชดำเนิน เลี้ยวซ้ายตรงมา เข้าท้องสนามหลวงก่อนขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้า เลี้ยวขวาเข้าถนนหน้าพระลาน ผ่านพระบรมมหาราชวัง และเลี้ยวขวาเข้าถนนมหาราช ท่ามหาราชจะอยู่ทางซ้ายมือ และ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่อง ที่จอดรถ เพราะที่นี่ มีอาคารจอดรถอยู่ภายในโครงการเลย 

ขอขอบคุณข้อมูลทางท่องเที่ยวเด็ดๆ โดย sagaming66

เครดิต : >> https://ufabets5.com/sa-gaming-66/ <<

Categories
Blog

ตลาดน้ำขวัญเรียม

ตลาดน้ำขวัญเรียม-2

ตลาดน้ำขวัญเรียม เรายกตำนานมนต์รักลูกทุ่งมาไว้ที่นี้

ตลาดน้ำขวัญเรียม คือ ตลาดน้ำแห่งใหม่ ใจกลางกรุงริมคลองแสนแสบ ระหว่าง ซอยเสรีไทย 60 และ ซอยรามคำแหง 187 เชื่อมสองฝั่งคลองระหว่างวัดบำเพ็ญเหนือ และ วัดบำเพ็ญใต้ จุดกำเนิดอมตะนิยาย “แผลเก่า” ตัวเอกในเรื่อง ขวัญ และ เรียม จึงเป็นที่มาของชื่อ ตลาดน้ำขวัญเรียม โดยจำลองภาพชีวิต

ประเพณีของชาวบ้านทุ่งริมน้ำ ให้คนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสสัมผัส วิถีชีวิต ริมคลองแสนแสบในอดีต จุดเด่นอีกอย่างหนึ่ง ของตลาดน้ำขวัญเรียม ก็คือ สะพานเรือ ที่เชื่อมระหว่างวัดบำเพ็ญเหนือ และ วัดบางเพ็งใต้ เป็นตลาดน้ำแห่งแรก ที่มีสะพานเรือ เชื่อมต่อวัฒนธรรม ให้อยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ตลาดน้ำขวัญเรียม

ยังมีกิจกรรมตักบาตรทางน้ำ ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ฟังธรรม ดูการละเล่นไทย ภายใต้บรรยากาศ อันสงบ และ ร่มรื่น พร้อมมิตรไมตรี และ รอยยิ้มจากพ่อค้าแม่ค้า ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อย่างอบอุ่น สามารถเลือกชิมอาหารอร่อย จากทั่วทุกภาค เลือกซื้อสินค้าพื้นบ้าน และ อาหารอร่อยทั้งคาวหวาน ที่มีให้เลือกช๊อปเลือกชิมกันอย่างจุใจ

ความพิเศษ คือ สามารถนั่งทานอาหารในเรือ ชมบรรยากาศริมน้ำไปได้ด้วยหากซื้อของ หรือ อาหารครบ 1000 บาท สามารถรวมคูปองที่ได้จาก ร้านค้าไปแลก คูปองสมมนาคุณราคา 100 บาท เพื่อซื้ออะไรต่อได้ ตลาดมีบริการล่องเรือ ชมวิถึชีวิตสองฝั่งคลอง พร้อมไกด์ท้องถิ่นตัวน้อย คอย อธิบายประวัติความเป็นมา เพียงท่านละ 10 บาท เท่านั้น

ตลาดน้ำขวัญเรียม

ตลาดน้ำขวัญเรียม

สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นต้นกำเนิดของนิยายรักอมตะ เรื่อง “แผลเก่า” ซึ่งเป็นบทประพันธ์ เรื่องแรกของไม้เมืองเดิม ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2479 และ ต่อมาได้ถูกนำมา สร้างเป็นภาพยนตร์ โดยมีตัวเอก คือ ขวัญกับเรียม จะบอกเล่า เรื่องราวความรักของขวัญ และ เรียม ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณคลองแสนแสบ โดยเขาทั้งคู่ ถูกทางบ้านกีดกันความรัก

เมื่อตาเรือง พ่อของเรียม เห็นว่า จะห้ามปราม ขวัญกับเรียมไม่ได้ จึงส่งเรียมไปขาย เป็นคนรับใช้คุณนายทองคำ เศรษฐินีม่ายในบางกอก แต่ด้วยความเอ็นดูคุณนายทองคำ จึงเลี้ยงเรียมเหมือนลูก จนมีชีวิตเหมือนผู้ดีในบางกอก เมื่อเวลาผ่านไป 3 ปี นางรวย แม่ของเรียมได้ป่วย เรียมจึงกับมาที่บ้านเดิม และ พบขวัญ

เพื่อปรับความเข้าใจกันว่า ยังรักกันอยู่ แต่ขวัญมาได้ยินสมชายผู้แอบหลงรักเรียม พร่ำพรอดว่า รักเรียมขวัญ ก็โกรธจนบ้าคลั่ง เข้าทำลายเรือจะกลับไปบางกอก ผู้คนจึงออกติดตามจับขวัญ และ ในที่สุด เมื่อสมชาย หาขวัญเจอก็ได้ยิงขวัญจนตาย เรียมจึงคว้ามีดของขวัญ มาเชือดคอตัวเองตายตามขวัญไป

ความน่าสนใจอื่นๆ ในตลาดน้ำขวัญเรียม

ตลาดน้ำขวัญเรียม-1

ย้อนอดีตชมวิถีชีวิต ริมคลองแสนแสบ อาหารอร่อย จากทั่วทุกภาค สินค้า OTOP และ ของดีจากทั่วประเทศ มีธรรมะ ตลาดน้ำแห่งเดียวที่มีสวดมนต์มีวัฒนธรรม การแต่งกาย มีสถาปัตยกรรม สวยงามน่าท่องเที่ยว มีมากมายเรือโบราณ เป็นตลาดที่ คนแก่, เด็ก, คนพิการ สามารถเที่ยวได้ จะไปถึงการตักบาตรพระ ทางน้ำ เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์

มาตรการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย 

ตลาดน้ำขวัญเรียม-3
  • มีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ
  • มีการเช็คอินไทยชนะ
  • นักท่องเที่ยวต้องสวมหน้ากากอนามัย
  • พนักงานต้องสวมหน้ากากอนามัย
  • มีจุดให้บริการเจลแอลกอฮอล์หรือจุดล้างมือ
  • มีการทำความสะอาดสถานที่อย่างสม่ำเสมอ

ที่พักห้องเช่า

พี.วี.แมนชั่น

ห้องพัก 1,900-2,000 บาท ขนาดห้อง 21 ตร.ม. ห้องพักราคาประหยัด ชั้น 2-4 ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ ระเบียง ในตัว ฟรีอินเตอร์เนตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรีสัญญานเคเบิล ห้องพัดลม 2,100-2,300 บาท – ขนาด 21-23 ตร.ม. ชั้น 1-4 พัดลมโคจรแบบติดผนัง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ระเบียง ในตัว ฟรีอินเตอร์เน็ตไร้สาย ( Wi-Fi ) ฟรีสัญญานเคเบิล ซอย สีหบุรานุกิจ 9 แยก 2 ถนนสีหบุรานุกิจ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 

Happy Home รามคำแหง

ราคาถูกและเป็นส่วนตัว สะอาดปลอดภัยด้วยระบบคีย์การ์ดและกล้องวงจรปิด มีมีที่จอดรถแบบมีหลังคา มีตู้ เตียง โต๊ะเครื่องแป้ง แอร์ใหม่ทุกห้อง มีฟรี Wi-Fi และ สัญญาณทีวีดาวเทียม ประหยัดไฟด้วยแอร์ใหม่ และหลอดไฟ LED ห้องแอร์ พร้อมเฟอร์นิเจอร์ 1 ห้องนอน 18 3,300 – 3,600 ห้องธรรมดา พร้อมเฟอร์นิเจอร์ 1 ห้องนอน 18 2,000 – 3,000 ซอย รามคำแหง 186/1 รามคำแหง มีนบุรี มีนบุรี กรุงเทพมหานคร

การเดินทางไป ตลาดน้ำขวัญเรียม

เส้นทางที่ 1 : ถนนสุขาภิบาล 2 (เสรีไทย) รถเมล์ 27 ปอ.502 รถยนต์ส่วนตัว มีที่จอด วิ่งตรงมาจาก The Mall บางกะปิ ผ่านสวนสยาม จะเจอปากทางเข้าวัดเลี้ยวเข้ามาได้เลย วัดบำเพ็ญเหนือทางด้านขวา ต้องไปเลี้ยวกลับ

เส้นทางที่ 2 : ถนนสุขาภิบาล 3 (รามคำแหง) รถเมล์สาย 113 และ 58 ปอ.113 และ 514 รถยนต์ส่วนตัว : วิ่งตรงมาจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผ่านแยกบ้านม้า ผ่านซอยมิสทีนมาวัดบางเพ็งใต้ จะอยู่ทางซ้ายมือ รถยนต์ส่วนตัว ที่มาเที่ยวทางตลาด ทางตลาดมีที่จอดรถให้ฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 087-701-2878, 081-635-1491, 089-124-7879

ขอบคุณข้อมูลต่างๆ และ สถานที่ ตลาดน้ำขวัญเรียม โดย ufa168

เครดิต >> https://ufabets5.com/ufa168/ <<

Categories
Blog

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน

อุทยานราชภักดิ์-หัวหิน

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน ปะติมากรรมสุดอลังการ

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้ง พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต 7 พระองค์ โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทาน ชื่อว่า “อุทยานราชภักดิ์”

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน ซึ่งเป็นอุทยาน ที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดี และ เพื่อเป็นการ เทิดทูนประกาศเกียรติคุณ พระมหากษัตริย์แห่งสยาม โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาในขณะนั้น)ทรงเปิดอุทยาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558 เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และ ยิ่งใหญ่สมเกียรติคุณของ

พระมหาษัตริย์ไทยทั้ง 7 พระองค์ สำหรับการติดตั้ง พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม ภายใน “อุทยานราชภักดิ์” ที่ตั้งอยู่ภายในเขตกองทัพบก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ทั้งหมดมากถึง 222 ไร่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่

อุทยานราชภักดิ์ หัวหิน คืออะไร

หลายคนสงสัยว่า “อุทยานราชภักดิ์” คืออะไร หมายถึงอะไร อุทยานราชภักดิ์เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่า อุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ โดยจัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม

ที่มาของอุทยานราชภักดิ์

อุทยานราชภักดิ์-หัวหิน-1

 1.เพื่อเป็นการเทิดทูน และ ประกาศเกียรติคุณ สมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ทรงสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ อันนำมาสู่ความเจริญรุ่งเรือง และ ความเป็นปึกแผ่นของชาติไทยตราบจนทุกวันนี้

 2.เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับกระทำพิธี ที่สำคัญของกองทัพบก และรับรองบุคคลสำคัญ จากต่างประเทศ ในโอกาสที่มาเยือนกองทัพบก อย่างเป็นทางการ

 3.เพื่อใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สำหรับให้กำลังพล และ ครอบครัวของกองทัพบก รวมถึงนักเรียนทหาร ตลอดจนประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทย และ ชาวต่างประเทศ ได้เข้ามาทัศนศึกษา และ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

7 บูรพกษัตริย์แห่งสยาม มีใครบ้าง

กองทัพบกได้คัดเลือก น้อมถวายพระเกียรติ แด่พระมหากษัตริย์ แต่ละยุคสมัย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระนามแต่ละพระองค์ เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั้งชาวไทย และ ชาวต่างชาติ ประกอบด้วย 7 พระองค์ ดังนี้

1.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช (สมัยกรุงสุโขทัย) ทรงถือ พระแสงของ้าวในอิริยาบถโน้มลงแผ่นดิน มีความหมายว่า พระองค์ได้ผ่านการรบมาโชกโชน แต่ตอนนี้ อยากจะปกครองแผ่นดิน ให้สงบสุขอุดมสมบูรณ์

 2.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สมัยกรุงศรีอยุธยา) ทรงถือ ทวน และสะพายพระแสงดาบในชุดนักรบ แสดงถึง ความพร้อมออกรบตลอดเวลา

3.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สมัยกรุงศรีอยุธยา) อยู่ในฉลองพระองค์เต็มยศ และ สวมมงกุฎ เนื่องจากช่วงนั้น อยุธยามีการติดต่อกับชาติตะวันตก จึงต้องแสดงให้เห็น ถึงความยิ่งใหญ่ ของกษัตริย์โบราณ

4.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (สมัยกรุงธนบุรี) ทรงถือ พระแสงดาบด้วยสีหน้าแววตา อันดุดันจากการกรำศึกหนัก

5.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) อยู่ในอิริยาบถ ถือพระแสงดาบในฝัก หมายถึง การเป็นเสาหลักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

6.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระองค์เดียวที่ไม่ได้เป็น “มหาราช” แต่ก็ได้รับการยกย่อง ในอุทยานราชภักดิ์ ด้วยเหตุผลที่เป็นผู้วางรากฐาน และ เปิดโลกทัศน์ให้กับรัชกาลที่ 5

7.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หั (รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ฉลองพระองค์เต็มยศแบบฝรั่ง และ พระหัตถ์ถือกระบี่ แสดงถึง ความมั่นคงของประเทศ

เหรียญที่ระลึกการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ดำเนินการจัดสร้างเหรียญที่ระลึก การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งเหรียญที่ระลึกดังกล่าวมี 4 แบบ ประกอบด้วย ประเภทเหรียญทองคำ ราคา 4 หมื่นบาท, เหรียญเงิน 2,500 บาท

นวโลหะ 1,000 บาท และ เหรียญทองแดง 300 บาท เพื่อให้ผู้ที่สนใจร่วมสมทบทุน ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ได้เช่าบูชา นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่บริจาค สมทบทุนสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับเหรียญทองคำ การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นที่ระลึก

ร่วมบริจาคอุทยานราชภักดิ์ได้ที่ไหน

อุทยานราชภักดิ์-หัวหิน-2

กองทัพบกได้เปิดรับบริจาคสมทบทุน ในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ประชาชนที่สนใจ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย สาขา บก.ทบ. ชื่อบัญชี “กองทุนสวัสดิการกองทัพบก” บัญชีกระแสรายวัน หมายเลขบัญชี 077-1-07474-7 ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารกรุงเทพ

ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), ธนาคารกสิกรไทย, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขา โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ทั้งนี้รายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ กองกิจการพลเรือน สำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก โทรศัพท์ 0-2297-7581-4

แนวคิดในการสร้าง พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) สนามเป้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ กล่าวถึงกรณีที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมอุทยานราชภักดิ์ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าเป็นการเดินทางไปตรวจความคืบหน้าการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์

อุทยานราชภักดิ์อย่างเป็นทางการ เช่น การปรับปรุงบ่อน้ำ การทำน้ำพุ การติดกล้องวงจรปิด ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างถือว่าเข้าที่เรียบร้อย ทั้งนี้ ตนได้รับงบประมาณมาจากมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ จำนวน 80 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานใน 3 กรอบ คือ องค์บูรพกษัตริย์
ลานอุทยานราชภักดิ์ ห้องจัดแสดงนิทรรศการ

เวลาเปิด-ปิด อุทยานราชภักดิ์

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมยังพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ได้แล้ว โดยจะเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. เข้าชมฟรี

ที่อยู่ : ตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพบก ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77120

เบอร์ติดต่อ : 032-900607

ขอขอบคุณบทความรีวิวความยิ่งใหญ่ โดย ufabet.com

เครดิต : >> https://ufabets5.com/ <<