Categories
Blog

หมู่บ้านมอญ กาญจนบุรี

หมู่บ้านมอญ-กาญจนบุรี-1

หมู่บ้านมอญ กาญจนบุรี

หมู่บ้านมอญ กาญจนบุรี คือ สะพานมอญ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์​ เป็นสะพานไม้ข้ามแม่น้ำซองกาเลียไปยังหมู่บ้านมอญ ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เป็นอันดับสองของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า

และ เป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสังขละบุรี เป็นสะพานแห่งศรัทธาที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ ในชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติ พร้อมๆกับการได้เห็นวิถีชีวิตชุมชนชาวมอญ ในแถบนี้ สิ่งที่ห้ามพลาดอีกอย่างหนึ่ง

การได้ถ่ายรูป เป็นที่ระลึกกับสะพาน ที่เสมือนเป็นสายใยวัฒนธรรม ของชาวมอญ และไทยในดินแดนสุดขอบประเทศ แห่งนี้ การเที่ยวชมสะพานมอญ ควรแวะเดินชมตั้งแต่เช้าโดยเฉพาะช่วงเวลา 6.00 – 7.00 น. เป็นช่วงที่ได้เห็นวิถีชีวิตชาวมอญ

ใส่บาตรพระทุกเช้า หากนักท่องเที่ยว ต้องการใส่บาตร ก็มีอาหารขายบริเวณหมู่บ้านมอญ หากเดินข้ามฝั่งไปยังหมู่บ้านมอญ ก็สามารถเที่ยวชมบ้านเรือนในแบบชาวมอญ ซื้อของที่ระลึก หรือ จะแวะชิมขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ที่เป็นอาหารพื้นบ้านชาวมอญ

วิถีชีวิตชาวมอญที่พบเห็นได้บริเวณสะพานมอญ และหมู่บ้านมอญ เมื่อความเจริญค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่หมู่บ้านมอญ การเดินทางมีความสะดวกสบายขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาในสังคม ทำให้วิถีชีวิตชาวมอญเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม

ที่แทรกซึมเข้ามาสู่ชุมชน แต่ก็ยังได้เห็นกลิ่นไอความเป็นมอญ บางอย่างหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านมอญ ส่วนใหญ่คนหนุ่มสาว จะเข้าไปรับจ้างทำงานในตัวเมือง เราจึงมักเห็นการดำเนินชีวิตประจำวันแบบมอญของเด็กๆ และ ผู้สูงวัย มากกว่าวัยรุ่น

นักท่องเที่ยวที่มาสังขละบุรี จึงอาจจะได้เห็นลักษณะความเป็นมอญบางอย่างที่หลงเหลืองอยู่ – กิจวัตรประจำวันของชาวมอญ ที่นักท่องเที่ยวสนใจกันเป็นอย่างมาก คือ การใส่บาตรในช่วงเช้า โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่จะตื่นแต่เช้า

นำขันใส่ข้าวสวย มานั่งรอบนพื้นถนนเป็นแถว เพื่อรอพระมาบิณฑบาตร ชาวบ้านมักจะใส่บาตรด้วยข้าวสวย และ ดอกไม้ กราบพระลงกับพื้นถนน ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจ หากใครต้องการใส่บาตร ก็สามารถร่วมใส่บาตรตอนเช้ากับชาวมอญได้

การเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมหมู่บ้านมอญ

หมู่บ้านมอญ-กาญจนบุรี-2

การเดินทางโดยรถไฟจากกรุงเทพฯ

สามารถเดินทางจากสถานี รถไฟบางกอกน้อย ไปยังสถานีรถไฟน้ำตก กาญจนบุรี  หากท่านไปสถานีรถไฟบางกอกน้อยโดยเรือข้ามฟากเจ้าพระยา เมื่อขึ้นเรือให้บอกว่า “ท่ารถไฟ”

ซึ่งหมายถึง “ท่าเรือสถานีรถไฟ” มีรถไฟออกจากสถานีบางกอกน้อยทุกวัน เวลา 07.45 น. เดินทางถึงสถานีน้ำตก เวลา 12.50 น. และ ออกจากสถานีบางกอกน้อยเวลา 13.50 น.

เดินทางถึงสถานีน้ำตกเวลา 18.40 น เมื่อเดินทางถึงสถานีน้ำตก ท่านสามารถเช่ารถมินิบัสเพื่อไปยังท่าเรือรีโซเทล ประมาณ 10 กิโลเมตร อยู่ทางด้านซ้ายมือ

บนถนนสาย 323 จากสถานีรถไฟ – อยู่ทางด้านซ้ายมือ บนถนนสาย 323 หลังจากนั้น คุณก็สามารถเช่าเรือหางยาวเพื่อมายังริเวอร์แควจังเกิลราฟท์และ เดินต่อไปยังหมู่บ้าน

การเดินทางจากกรุงเทพโดยทางรถยนต์

จากใจกลางเมืองให้มุ่งหน้าสู่สะพานพระปิ่นเกล้า เมื่อข้ามสะพานแล้วให้มุ่งหน้าไปตามถนนปิ่นเกล้าประมาณ 35 กิโลเมตร จนถึงทางแยก A2 จึงเลี้ยวขวามุ่งหน้าไปตามทางเส้นทางราชบุรี ผ่านนครชัยศรี

เข้าสู่ทางเลี่ยงเมืองนครปฐม ประมาณ 5 กิโลเมตร จากถนนเลี่ยงเมืองให้มองหาสะพานต่างระดับเพื่อเข้าสู่ทางไปจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากที่ขึ้นสะพาน แล้วให้ขับไปตามทางหลวง หมายเลข 323

ซึ่งเป็นทางไปบ้านโป่ง จากบ้านโป่ง ขับตามทางไปถึงกาญจนบุรี (ประมาณ 50 กิโลเมตร)เมื่อถึงจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ให้ขับออกจากตัวเมืองประมาณ 6 กิโลเมตร จะถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้าย

ไปเส้นทางสู่น้ำตกไทรโยคน้อย ท่าเรือรีโซเทลจะอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตร และ อยู่ห่างจากน้ำตกไทรโยคน้อยประมาณ 8 กิโลเมตร

ให้สังเกตทางเข้าทางด้านซ้ายมือ ท่าเรือห่างตั้งอยู่ประมาณ1.5 กิโลเมตร จากทางเข้า หลังจากนั้นให้เช่าเรือหางยาวเพื่อไปยังริเวอร์แควจังเกิล ราฟท์และเดินต่อไปยังหมู่บ้าน

เดินทางโดยรถโดยสารจากกรุงเทพฯ

สามารถขึ้นรถโดยสาร ได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ ฝั่งธนบุรี โดยขึ้นรถปรับอากาศฟ้าขาวสาย 81 จากชานจอดรถหมายเลข 4 ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง (129 กิโลเมตร)

จากสถานีขนส่งกาญจนบุรี ให้ขึ้นรถปรับอากาศ วีไอพี หรือรถตู้สาย 8203 ไปยังสังขละบุรี หรือ สาย 9918 ไปยังด่านเจดีย์สามองค์ ประมาณ 54 กิโลเมตรตามเส้นทางไทรโยค

จะถึงทางเข้าท่าเรือรีโซเทล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะต้องเดินต่อประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อไปยัง ท่าเรือรีโซเทล หลังจากนั้น ให้เช่าเรือหางยาว เพื่อไปยัง ริเวอร์แควจังเกิลราฟท์

แล้วเดินต่อไปยังหมู่บ้าน หรือ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกาญจนบุรี หรือที่ 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

แนะนำที่พัก สังขละบุรี กาญจนบุรี

หมู่บ้านมอญ-กาญจนบุรี

เลิฟ บริดจ์ เฮาส์ รีสอร์ท

ที่พักในสังขระบุรีที่อยู่ใกล้กับสะพานมอญ ใกล้ถนนคนเดิน และสามารถเปิดประตูออกมาใส่บาตรหน้าที่พักได้ง่ายๆ เลิฟ บริดจ์ เฮาส์ รีสอร์ท ตอบโจทย์ทั้งหมดที่กล่าวไปแน่นอน

อีกทั้งยังมีห้องพักให้เลือกหลากหลายแบบ รองรับได้ตั้งแต่ 2-8 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะมาเป็นคู่หรือทั้งครอบครัวก็พักผ่อนชมวิวสวย ได้อย่างสบายใจ เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวก

อย่างครบครัน ทั้งนี้ยังมีอาหารเช้าหลากหลายเมนูให้เลือกรอเสิร์ฟด้วย พิกัด 200/3 ถ.สามประสพ ซ.สามประสพ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ราคาเริ่มต้น 1,689 บาท

สิริบุญสำเภารีสอร์ท

อีกหนึ่งที่พักบรรยากาศดี ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของสังขระบุรี อย่างเช่น วัดวังก์วิเวกา วัดใต้น้ำ และเจดีย์พุทธคยามากนัก มีสถานที่จอดรถส่วนตัวให้ฟรี

ตัวห้องพักมีให้เลือก 2 แบบ คือแบบเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ บรรยากาศห้องดูสะอาด และสบายตา จนสามารถทิ้งตัวลงนอนหลังกลับจากเที่ยวได้อย่างสบายใจ

อีกทั้งยังมีห้องอาหารและอาหารเช้าสไตลอเมริกันอีกด้วย รับรองว่าคุ้มแน่นอน พิกัด 64/6 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองลู สังขละบุรี กาญจนบุรี ราคาเริ่มต้น 1,206 บาท

หอมหมื่นลี้ รีสอร์ท

โดดเด่นด้วยเรือนไทยท่ามกลางธรรมชาติ มีห้องพักขนาดใหญ่กว่า 6 คนขึ้นไปรองรับ สถานที่จอดรถฟรี และมีบริการ Wi-Fi ฟรีทุกห้อง บรรยากาศเงียบสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน

เหมาะสำหรับการพักผ่อนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังมีสวนสวยๆ หน้าที่พักให้ทำกิจกรรมหรือนั่งเล่นพักผ่อนอีกด้วย โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาที ถึงสะพานมอญ

ประมาณ 3 นาทีถึงถนนคนเดิน อีกทั้งหากเดินทางไปช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว ยังได้พบกับสายหมอกบางที่ปกคลุมที่พักอีกด้ย พิกัด 323 สังขละบุรี กาญจนบุรี ราคาเริ่มต้น 646 บาท

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวทั่วไทย โดย ufa168

เครดิต : https://ufabets5.com/ufa168/

**สามารถอ่านบทความด้านการลงทุนเด็ดๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

วัดศรีคุณเมือง เชียงคาน

วัดศรีคุณเมือง-เชียงคาน

วัดศรีคุณเมือง เชียงคาน

วัดศรีคุณเมือง เชียงคาน คือ อยู่ที่ถนนชายโขง ซอย 7 สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2485 วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะ ทั้งแบบล้านนา และ ล้านช้าง ดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคา ลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา

ศิลปวัตถุที่สำคัญมีหลายชิ้น “วัดศรีคุณเมือง” หรือ “วัดใหญ่” หนึ่งในหลายศาสนสถานสำคัญ และ ถือเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ ของชาวบ้านที่นี่ ตั้งอยู่บนถนนชายโขง ระหว่างซอยศรีเชียงคาน 6

ซอยศรีเชียงคาน 7 วัดนี้ ถูกสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2485 และ ถือเป็นวัดเก่าแก่ ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเชียงคาน มาอย่างยาวนาน และ ทุกวัน พระรวมถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนา วัดแห่งนี้ จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คน

ซึ่งมีทั้งชาวเชียงคานเอง รวมถึงนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือน ที่ต่างก็พร้อมใจกันมาร่วม ทำบุญ ตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมกัน อย่างถ้วนหน้า ครั้งแรกที่มาถึง เมื่อเราเดินผ่านกำแพงแก้ว เข้ามาภายในบริเวณวัด

ก็ต้องสะดุดตากับโบสถ์เก่าแก่ ที่มีหลังคาลดหลั่นกัน ลงมาตามแบบศิลปะล้านนา อยู่เบื้องหน้า นอกจากนี้บริเวณ ผนังด้านหน้าของพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ปรากฏให้เห็น อยู่เต็มหน้าบรรณ

ซึ่งภาพทั้งหมดนี้ เป็นภาพนิทานชาดกชุด พระเจ้าสิบชาติ และ ถ้าสังเกตยังบริเวณ ด้านล่างของภาพ จะเห็นว่ามีรูปรถตุ๊กตุ๊กอยู่ด้วย ทำให้สันนิฐานได้ว่า น่าจะเป็นภาพ ที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ หรือ อาจมีการแต่งเติม

ลงไปบนภาพเขียนเดิม ก็เป็นได้ เมื่อเดินผ่านประตูโบสถ์ เข้ามาด้านใน ก็จะพบกับพระพุทธรูป ไม้จำหลัก ลงรักปิดทอง ปางประธานอภัย ที่สร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง หรือ แบบลาว ซึ่งคาดว่า น่าจะสร้างขึ้นมา

ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 24-25 และ มีข้อสังเกตว่า สำหรับผู้หญิงแล้ว การที่จะเข้ามาสักการะพระพุทธรูป ไม้จำหลักนี้ จะทำได้เพียง การก้มกราบอยู่ตรงบริเวณด้านล่างของอาศนะสงฆ์ เท่านั้น

ก่อนกลับให้ลองสักเกต บริเวณด้านข้างของพระประธาน กันให้ดีๆ เพราะจะมี “ฮางฮด” หรือ “รางรด” ที่มีลักษณะคล้ายรางน้ำตั้งอยู่ โดยตัวรางจะเป็นรูปของเรือสุพรรณหงส์

ส่วนด้านหน้า จะเป็นเศียรของพญานาค ส่วนท้องค่อนมาทางหัว ของพญานาค จะมีรูให้น้ำไหล ลงมาได้ ฮางฮดนี้ จะใช้ในการประกอบพิธี สรงน้ำ พระผู้ใหญ่ หรือ เจ้าเมืองเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยาก

ประวัติความเป็นมา

วัดศรีคุณเมือง-เชียงคาน-1

วัดศรีคุณเมือง หรือ วัดใหญ่ เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองเชียงคานมาอย่างยาวนาน ภายในวัดมีพระประธานในพระอุโบสถวัดศรีคุณเมืองเป็นพระพุทธปฏิมา

ประทับขัดสมาธิ ราบนาคปรก อายุกว่า 300 ปี ในภายวัด เป็นกำแพงแก้วล้อมรอบตัว พระอุโบสถ วัดนี้ถูกขนานนามว่า เป็นแหล่งรวมงานศิลปะที่สวยงาม

วัดศรีคุณเมือง ตั้งวัด เมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๙ โดยมีหัวครูบุตรดี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกันพระยาอุนุพินาก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำชาวบ้านสร้างวัดขึ้นพร้อมการตั้งบ้านเมือง

จึงเป็นวัดเก่าแก่ ชาวบ้านเรียกว่า วัดใหญ่ ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๐ การบริหาร และ การปกครองมีเจ้าอาวาส เท่าที่ทราบนาม คือ พระครูสิริกัลยาณวัตร

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นต้นมาการศึกษา มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอน พ.ศ. ๒๔๘๐ ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ เปิดสอน พ.ศ. ๒๕๓๕

รูปแบบสิม

วัดศรีคุณเมือง-เชียงคาน-2

สิมวัดศรีคุณเมือง มีการตกแต่งที่สวยงามและวิจิตร มีประติมากรรมยักษ์สองตนและมอมเป็นสิงห์เฝ้าบันไดทางขึ้นสิม ด้านหลัง และ ด้านข้างสิมสิมหลังนี้สร้างเป็นหลังคา ๒ ชั้น และ ช่อฟ้าสีหน้าด้านหลังเป็นไม้แกะสลัก

สีหน้าด้านหน้า ฮังผึ้ง อยู่ตรงทางเข้าสิมและ แขนนางรูปพญานาค แกะสลักไม้ ยักษ์ และ มอมเป็นสิงห์เฝ้าบันไดทางขึ้นสิม ลวดลายประตูเป็น พระประธานปางนาคปรก ภายในสิม และ องคต ถูกเก็บรักษาไว้ในสิม

อาคารเสนาสนะ

อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย อุโบสถ อาการก่ออิฐ ถือปูน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ ศาลาการเปรียญ อาคารไม้ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ กุฎิสงฆ์ ๕ หลัง ศาลาอเนกประสงค์

อาคารไม้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ปูชนียวัตถุ มีพระประธาน หน้าบันพระอุโบสถ และ ลวดลายไม้งดงาม ฝาผนังเขียนด้วยช่าง สมัยโบราณเป็นศิลปะลาว

พระพุทธรูปยืน ชนิดไม้ทาน้ำทอง ธรรมาสน์ไม้สัก แกะสลัก ลายประดับกระจกสี พระพุทธรูปไม้ปางประทานพร หินศิลาจารึก พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์

ที่ตั้ง

วัดศรีคุณเมือง ตั้งอยู่เลขที ๓๗๕ บ้านเชียงคาน ถนนชายโขง หมู่ที่ ๑ ตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๕ ไร่ ๑ งาน ๑๒ ตารางวา

โฉนด เลขที่ ๓๒๙ อาณาเขต ทิศเหนือประมาณ ๒ เส้น ๒ วา ๒ ศอก จดถนนชายโขง ทิศใต้ประมาณ ๒ เส้น ๘ วา ๒ ศอก จดที่ประชาชน ทิศตะวันออกประมาณ ๒ เส้น ๑๐ วา ๒ ศอก

จดทางสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตก ประมาณ ๒ เส้น ๙ วา ๑ ศอก จดทางสาธารณประโยชน์ มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๓ แปลง โฉนด เลขที่ ๙๗๘๑๑๙๗๔๑๓๖

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวทั่วไทย โดย สโบเบ็ต888

เครดิต : https://ufabets5.com/%E0%B8%AA-%E0%B9%82%E0%B8%9A-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87-%E0%B8%95-888/

**สามารถอ่านบทความด้านการลงทุนเด็ดๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

ทุ่งดอกกระเจียว ชัยภูมิ

ทุ่งดอกกระเจียว-ชัยภูมิ

ทุ่งดอกกระเจียว ชัยภูมิ

ทุ่งดอกกระเจียว ชัยภูมิ คือ ทุ่งดอกกระเจียวไทรทอง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรทอง ในเขตพื้นที่ของอำเภอหนองบัวระเหว อำเภอเทพสถิต อำเภอภักดีชุมพล อำเภอหนองบัวแดง ชัยภูมิ โดยเริ่มแบ่งบานในช่วง กลางเดือน ก.ค.-ส.ค. ทุ่งดอกกระเจียวไทรทอง เป็นทุ่งดอกกระเจียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยภูมิ

โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ มีเส้นทางเดินชมที่สะดวกเดินง่าย ผ่านป่าเต็งรังสลับกับ จุดชมวิวตามแนวผา ให้ชมตลอดทาง การเดินทางไปชมทุ่งดอกกระเจียว ต้องใช้บริการรถของอุทยานฯโดยเสียค่าบริการ ไป – กลับคนละ 60 บาท หรือ จะเหมาะไปกลับเที่ยวละ 600 บาท เพื่อไปยังจุดเริ่มเดินเท้าชม ทุ่งดอกกระเจียว

กลุ่มต่างๆรวมระยะทางเดิน ชมทุ่งดอกกระเจียว ไป – กลับ ประมาณ 4 กิโลเมตร โดยเส้นทางการเดิน จะมีให้เลือก 2 ทาง ทางแรกก็จะเริ่มจาก ทุ่งดอกกระเจียวกลุ่มที่ 2 1 3 4 ทางที่สอง คือ 43 1 2 แล้วแต่ว่า จะเริ่มเดินจากเส้นทางไหนก่อน เราเริ่มเดินทางทุ่งดอกกระเจียว กลุ่มที่ 2 เป็นทุ่งที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

มีต้นเต็งรัง ที่มีรุปร่างสวยงาม เหมือนกับงานศิลปะให้ชมมากมาย หากเป็นช่วงที่หมอกลงต่ำ ยิ่งทำให้เหมือน ภาพวาดจากจุดที่ 2 ก็มาถึง ทุ่งดอกกระเจียวกลุ่มที่ 1 เป็นทุ่งดอกกระเจียว ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นทุ่งโล่งบนลาดเนินเขา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ล้อมรอบด้วยป่าเต็งรัง ที่สมบูรณ์ มีเส้นทางเดินชมทุ่งค่อนข้างสะดวก

มีจุดที่จัดไว้สำหรับการถ่ายภาพด้วย และ ยังมองวิว ทิวทัศน์ของทุ่งดอกกระเจียว ลงไปยังที่ราบของอำเภอหนองบัวระเหว และ อำเภอเมืองชัยภูมิ ได้ในวันฟ้าเปิด ส่วนทุ่งดอกกระเจียว กลุ่มที่ 3 มีจำนวนไม่หนาแน่นมากเท่ากับกลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2 เป็นดอกกระเจียวที่ขึ้นแซม ระหว่างต้นเต็งรัง และ มีต้นปรงกระจายอยู่ทั่วไป

จากทุ่งดอกกระเจียวกลุ่มนี้ จะมีทางแยกด้านซ้ายมือ ไปยังทุ่งดอกบัวสวรรค์ กลุ่มที่ 4 เป็นทุ่งดอกกระเจียวขาวซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก จากทุ่งดอกกระเจียวดอกที่ 4 มาถึง ผาพ่อเมือง เป็นแนวหน้าผาหินทรายยาว 3 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเส้นทาง ไปทุ่งบัวสวรรค์ บนสันเขาพังเหย ด้านทิศตะวันตก

สูงจากระดับน้ำทะเล 800-908 เมตร มองลงไปด้านล่าง จะเห็นตัว อำเภอภักดีชุมพล และ เส้นทางเดินเท้าลัดเลาะไปตามแนวหน้าผา มีจุดชมวิวเด่นๆ อยู่ 4 จุด คือ ผาอาทิตย์อัสดง ผาสวนสวรรค์ ผาเพลินใจ ผาหำหด ที่ขึ้นชื่อว่า เป็นหน้าผาที่หวาดเสียวที่สุดๆ อันตรายมากๆ เมื่อขึ้นไปนั่ง บนชะง่อนหินนั้น

โดยมีเงื่อนไขหลักๆ ดังนี้

ทุ่งดอกกระเจียว-ชัยภูมิ-1
  • มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน
  • งดการใช้พลาสติก/โฟม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
  • ปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล
  • ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกคน ขณะท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ
  • นักท่องเที่ยวต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้า วัน ช่วงเวลาที่จะเข้าในพื้นที่อุทยาน
  • อุทยานแห่งชาติจะอนุญาตให้เข้าท่องเที่ยวในอุทยานเฉพาะผู้ที่ทำการจองและได้รับการยืนยันจากทางอุทยานแห่งชาติเท่านั้น

แนะนำที่พัก บริเวณทุ่งดอกกระเจียว

ทุ่งดอกกระเจียว-ชัยภูมิ-2

บ้านป่าดินหินงาม

ก่อนถึงอุทยาน ฯ 500 เมตร บ้านพัก 1,200 – 1,500 บาท ค่าอาหาร 240 บาท/คน รองรับได้ 60-80 คน มีสถานที่จัดเลี้ยง และ จุดกางเต็นท์ห้องน้ำภายนอก จำนวนมาก

มีแอร์น้ำอุ่น TV ดาวเทียม WiFi และมีอาหารบริการ โทร. 087-021-7000 / 087-107-2000 / 087-207-2000 แฟ็กซ์ 044-890-076 ที่ตั้ง: 220 ม.9 ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ

ไร่บันดาลสุข

ห่างจากอุทยานฯป่าหินงาม 700 เมตร โทร. 08-6527-0321, 08-1296-7939, 08-1722-1790 บ้านพัก 2 – 4 คน ราคา 500 – 900 บาท บ้านพักหลังใหญ่ 16 คน ราคา 2,500 บาท

เต๊นท์พร้อมเครื่องนอน ราคา 400- 800 บาท รองรับได้ 60 – 90 คน มีสถานที่กางเต็นท์ ห้องน้ำภายนอก 6 ห้อง มีร้านอาหารบริการ ที่ตั้ง: 282 หมู่ 9 บ้านหนองใหญ่ บ้านไร่ เทพสถิต ชัยภูมิ

การเดินทางไปทุ่งดอกกระเจียว อุทยานแห่งชาติไทรทอง

โดยรถยนต์ส่วนตัว

ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรทอง อยู่ห่างจากตัว จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 70 กิโลเมตร ห่างจาก อำเภอหนอง บัวระเหว ประมาณ 37 กิโลเมตร

ไปตามทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 225 สายชัยภูมิ – นครสวรรค์ จะมีทางแยก ขวามือ เข้าไปน้ำตกไทรทองอีก 7 กิโลเมตร

จากอุทยานแห่งชาติไทรทอง ต้องขับรถเข้าไปถึง จุดเริ่มเดินเท้า ซึ่งรถที่ขับเข้าไปได้ ต้องเป็นรถกระบะ เท่านั้น

ที่ทำการอุทยานแล้วติดต่อรถกระบะ ที่ทางอุทยานเตรียมไว้ คอยบริการนักท่องเที่ยวไปกลับ 550 บาท นั่งได้ 8-10 คน

โดยรถโดยสารประจำทาง

ขึ้นรถทัวร์ของบริษัท เพชรประเสริฐทัวร์ สาย กทม – ภูเรือ ขึ้นรถ ที่สถานีขนส่งหมอชิต โดยรถ จะไม่เข้าชัยภูมิ แต่จะผ่าน อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ ให้ลงที่ในตลาด

คือ “ตลาดห้วยหินฝน” หลังจากนั้น ต่อรถประจำทาง จาก “ตลาดห้วยหินฝน” ไปลงที่ “ป้อมยามบ้านท่าโป่ง” ต่อรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เข้า อุทยานแห่งชาติไทรทอง

ขอขอบคุณบทความส่งเสริมการท่องเที่ยว โดย ufabet .com

เครดิต : https://ufabets5.com/

**สามารถอ่านบทความด้านการลงทุนเด็ดๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมืองโบราณ-สมุทรปราการ

เมืองโบราณ สมุทรปราการ

เมืองโบราณ สมุทรปราการ คือ เมืองโบราณ เป็นเป็นพิพิธภัณฑ์จำลองสถานพื้นที่กว่า 800 ไร่ ต้องการแหล่งอ้างอิง ดีกว่านี้ ตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยนายเล็ก วิริยะพันธุ์

นักธุรกิจเจ้าของบริษัท วิริยะประกันภัย และ เครือธนบุรีพานิช จำกัด เมืองโบราณ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ลักษณะที่ดินมีผังบริเวณคล้ายรูปขวาน ต้องการอ้างอิง และ ได้มีการจัดวาง สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม ที่สำคัญของประเทศ

ในทุกภาคตามผังที่ดิน ภายในประกอบด้วยโบราณสถาน ปูชนียสถาน วัดโบราณ ตลาดน้ำ ตลาดบก พระราชวังต่างๆ เป็นต้น ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่สร้างจำลองขึ้นใหม่ ด้วยการลดทอนสเกลลง หรือ อาคารจริงที่ย้ายมาตั้งไว้ยังเมืองโบราณเอง

ภายในเมืองโบราณ ยังมีที่พักแรม ชื่อว่า “นครริมขอบฟ้า” อีกด้วย ความประสงค์การสร้างเมืองโบราณ โดยคุณเล็ก และคุณประไพ วิริยะพันธุ์ เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้ง ที่ใหญ่ที่สุดในโลกรวบรวม เพื่อ รักษา , สืบสาน เพื่อ สร้างสรรค์ , เปิดประตู เพื่อ ส่งผ่าน

พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณ

ยินดีต้อนรับสู่เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์เอกชน กลางแจ้งแห่งสยามประเทศ แหล่งรวบรวมสถาปัตยกรรม และ ศิลปกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ในประเทศไทย จัดแสดงไว้อย่างมีชีวิตชีวา บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ ที่เมืองโบราณ เราเป็นต้นเเบบเเนวคิด ของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

ผ่านการสร้างระบบ การจัดการอันมีคุณภาพ การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ การพัฒนาศักยภาพ อย่างต่อเนื่อง จนบรรลุเป้าหมาย เเละกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยม สำหรับผู้คน ทุกเชื้อชาติ ทุกวัย ในทุกๆยุคสมัย

เมืองโบราณ ณ จังหวัดสมุทรปราการ ยังเป็นอีกหนึ่ง แหล่งการเรียนรู้ผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งมีเป้าหมาย ที่จะพัฒนา ไปสู่แหล่งท่องเที่ยว เเบบยั่งยืนอันสมบูรณ์เเบบต่อไป เรามีความตั้งใจในการพัฒนา แหล่งเรียนรู้แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง มาโดยตลอด

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา ในเรื่องของสภาพสังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ผ่านเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ที่มีความต้องการให้ทุกคนได้รู้ถึงคุณค่า และ เข้าใจถึงความเป็นมาของสังคมไทย ในส่วนการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ ก็ได้มีการคำนึงถึงการสร้างงาน

การกระจายรายได้ และ การมีส่วนร่วมของชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการ จัดการสภาพแวดล้อม ให้ใกล้เคียงกับสภาพของบ้านเมืองในอดีต ที่มีผืนป่าไม้อุดมสมบูรณ์ อากาศบริสุทธิ์ ไร้มลพิษ ซึ่งอันที่จริงเเล้วนั้น พื้นที่รอบเมืองโบราณ

ในปัจจุบันนั้น ถูกรายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเขตชุมชนที่มีการจราจรคับคั่ง ส่งผลให้เกิดสภาวะมลพิษ เช่นเดียวกับเมืองอุตสาหกรรมอื่นทั่วประเทศไทย ที่สภาวะดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวบริเวณนั้นมีความล่าช้าในส่วนของการพัฒนา

ไปสู่ความยั่งยืน เเต่ทางเราก็ได้พยายามอนุรักษณ์ พื้นที่เมืองโบราณอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ผู้เข้าเยี่ยมชม ได้เห็นถึงความดีงาม อันควรที่จะเป็นในอดีต อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ต่อการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ แห่งนี้ คือ “ความมีคุณค่า” และ เป็นเมืองโบราณ มิได้อยู่ที่การเป็นเพียง แหล่งท่องเที่ยว

ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมา เพื่อพักผ่อนสนุกสนาน แล้วก็กลับไปโดยไม่ได้อะไร แต่คุณค่าในสถานที่แห่งนี้ นั้นจะบรรลุเป้าหมาย เมื่อผู้มาเยือนสามารถเข้าใจ ในสิ่งที่ผู้ก่อตั้ง ต้องการที่จะถ่ายทอด มองเห็นถึงความสำคัญ สนับสนุนให้สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป

เหตุการณ์สำคัญ

เมืองโบราณ-สมุทรปราการ-1

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองโบราณ 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2514

(ทั้งสองพระองค์เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์) และในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 เวลา 17.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมายัง เมืองโบราณ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และ พระราชสวามี

มีกรรมการของเมืองโบราณ นำโดย คุณประไพ วิริยะพันธุ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้นทั้ง 4 พระองค์ได้ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรโบราณวัตถุสถานสำคัญต่างๆ ภายในเมืองโบราณจนทั่ว

วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 500 คน นำโดยนายวีระ สมความคิด ได้เดินทางมายังเมืองโบราณ เพื่ออ่านแถลงการณ์ในนามเครือข่ายภาคีทวงคืนดินแดนแผ่นดินไทย เพื่อทวงคืนแผ่นดินไทยรอบปราสาทพระวิหารมาเป็นของคนไทย

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

เมืองโบราณ-สมุทรปราการ-2

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ที่ถูกสร้างขึ้น จากหลักฐานทางโบราณคดี ที่เห็นแล้วต้องทึ่งมากมาก เป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของสมัยอยุธยา

แม้ของจริงจะเหลือ แต่ซากฐานปราสาท แต่ที่นี่ก็ถ่ายแบบออกได้ได้วิจิตรงดงาม ให้คนสมัยปัจจุบันได้ชมและสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด ที่เมืองโบราณ สมุทรปราการเลย

บัตรเมืองโบราณ 365 วัน เฉพาะคนไทย

วิธีที่ 1 ใช้รถรางและปั่นจักรยาน

โดยวิธีนี้ไม่ต้องชำระเงินเพิ่ม บริการรวมกับบัตรค่าเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ช่วงเช้ากับช่วงบ่ายๆ ส้มปอยว่าปั่นจักรยานสนุกเลย แม้เมืองไทยจะอากาศร้อน

แต่เมืองโบราณมีต้นไม้เยอะ บางโซนเป็นต้นไม้ใหญ่ ให้ร่มเงาให้เราสามารถปั่นจักรยานได้ชิลๆ แวะนั่งปิกนิคได้ หรือ ใครไม่อยากปั่นก็นั่งรถรางก็ได้

วิธีที่ 2 ขับรถยนต์ส่วนตัว

เข้าไปได้เลย โดยต้องชำระเพิ่มเติมคันละ 400 บาท ถ้าใครนำรถส่วนตัวมาเองก็วิธีนี้เลย สะดวก ไม่ร้อน

ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าขับรถกอล์ฟ มาจนได้ที่แล้ว ต่อไปจะแนะนำพิกัดในแต่ละจุดที่ไปเมืองโบราณแล้วต้องห้ามพลาดไปเยือนเลย

วิธีที่ 3 ขับรถกอล์ฟไฟฟ้า

วิธีนี้ก็สะดวกดีค่ะแต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมา เป็นรถกอล์ฟ 4 ที่นั่ง และรถ 6 ที่นั่ง รถใหม่ สะอาด ขับง่ายมากมากราคารถกอล์ฟ 4 ที่นั่ง ชั่วโมงแรก 350 บาท

ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 200 บาทราคารถกอล์ฟ 6 ที่นั่ง ชั่วโมงแรก 500 บาท ชั่วโมงถัดไปชั่วโมงละ 300 บาท เพื่อความปลอดภัยคนที่จะเช่ารถกอล์ฟขับได้จะต้องมีใบขับขี่ด้วย

ขอขอบคุณบทความ รีวิวการท่องเที่ยว ดีๆ โดย ufabet168

บทความวิธีหาเงินเที่ยวเจ๋งๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

ถ้ำกระแซ กาญจนบุรี

ถ้ำกระแซ-กาญจนบุรี

ถ้ำกระแซ กาญจนบุรี

ถ้ำกระแซ กาญจนบุรี คือ ทางรถไฟสายมรณะ สายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้แรงงานเชลยศึก ฝ่ายสัมพันธมิตร และกรรมกรชาวเอเชีย ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มาสร้าง

เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ ผ่านประเทศพม่า ปัจจุบันเส้นทางนี้ ไปสุดปลายทางที่บ้านท่าเสา หรือ สถานี น้ำตกระยะทางจาก สถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตก เป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร

“หากนับหมอนหนุนรางรถไฟ มีเท่าไหร่ จำนวนผู้คน-เชลยศึก ที่ถูกเกณฑ์มาสร้าง ทางรถไฟ สายนี้ก็ตายไปเท่านั้น” นี่คือ คำเล่าขานถึงเส้นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์

ไทย-พม่า ระยะทางกว่า 415 กิโลเมตรนี้ คือ ความหฤโหด ทารุณ และยากลำบาก ของสิ่งที่เชลยศึกได้รับ จนได้รับการขนานนาม ว่า “เส้นทางรถไฟสายมรณะ”

ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเดินรถบนเส้นทางสาย ธนบุรี-น้ำตกทุกวัน และ จัดรถไฟขบวนพิเศษ สายกรุงเทพฯ – น้ำตก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และ วันหยุดราชการ

จุดที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมาก คือ ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำแคว และช่วงโค้งมรณะ หรือ ถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นสะพานโค้งเลียบ แม่น้ำแควน้อยยาวประมาณ 400 เมตร ทิวทัศน์ตลอดเส้นทางนี้ สวยงามมาก

ที่เส้นทางรถไฟ จะลัดเลาะ ไปตามเชิงผาเลียบ ไปกับลำน้ำแควน้อย โดยจะ วิ่งเลียบผ่าน และ จอดที่สถานีถ้ำกระแซเวลา 13.30 น. ซึ่งหากใครขับรถมาชมด้วยตัวเอง ก็มารอที่ถ้ำกระแซ

ควรมาก่อนช่วงเวลาซักเล็ก น้อย ปัจจุบันทางรถไฟสายนี้ สุดปลายทางที่บ้านท่าเสา หรือ สถานีน้ำตก ระยะทาง จากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกเป็นระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร

ประวัติทางรถไฟสายมรณะ

ถ้ำกระแซ-กาญจนบุรี-1

ย้อนกลับไปเมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 สงครามแปซิฟิก เริ่มก่อตัวขึ้น กองทัพญี่ปุ่น บุกโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เกาะฮาวาย และ บุก เข้ามาเลเซีย ตอนกลางปี 2485

จากนั้นกองทัพญี่ปุ่น ต่อสู้กับกองทัพอังกฤษ ในพม่า แต่เป้าหมายหลัก คือ รุกรานเข้าอินเดีย แต่ญี่ปุ่น รู้ดีว่าถ้าใช้เส้นทางเดินเรือ ขนอาวุธยุทโธปรณ์นั้น เสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางอากาศ

จึงตัดสินใจสร้างทางรถไฟ ตัดผ่าน ประเทศไทย ที่ในขณะนั้นเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น เริ่มต้นจากบ้านหนองปลาดุก อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ผ่านจังหวัดกาญจนบุรี ไปสู่ชาย

แดนไทยพม่าตรง “ด่านพระเจดีย์สามองค์” ไปเมืองตัน บีอูซายัด ในพม่า โดยเริ่มแรก ในการก่อสร้างนั้น ใช้แรงงานของกรรมกร ชาวแขก พม่า มาเลเซีย อินโดนิเซีย จีน และ คนไทย

แต่ก็ต้องเจอปัญหามากมาย เช่น ฝนตกหนักจน สะพานพังลง โรคภัยไข้เจ็บ ของคนงาน การขาดอาหาร และ ฝ่ายพันธมิตร ในสงครามทิ้งระเบิดใส่ แล้วกรรมกร เสียชีวิตจำนวนมาก

รวมถึงทางรถไฟ ก็ถูกทำลาย กองทัพญี่ปุ่น จึงเปลี่ยนการทำงานใหม่ โดยการเกณฑ์แรงงานของเชลยศึก ชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกัน ฮอลันดา และ ไอร์แลนด์ ประมาณ 50,000 คน

รวมกับกรรมกรอีกกว่า 275,000 คน มาทำการก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า ซึ่งใน ส่วนหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ การสร้างในครั้งนี้ เต็มไปด้วยความยากลำบาก

การวางรางรถไฟ ดำเนินไปจนถึง จุดที่ต้องสร้าง สะพานข้าม แม่น้ำแควใหญ่ จึงมีการสร้าง เป็นสะพานไม้ชั่วคราว การสร้างเป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่มีวันหยุด ใช้เชลยศึกผลัดกัน ตลอด 24 ชั่วโมง และ มีทหารควบคุม อย่างใกล้ชิด

ประวัติทางรถไฟสายมรณะ สงครามโลกครั้งที่ 2

ถ้ำกระแซ-กาญจนบุรี-2

ทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้ใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร และ กรรมกรชาวเอเชีย ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์มา สร้างทางรถไฟแห่งนี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์

ในช่วงสงครามไปยังพม่า โดยมีช่วงโค้งมรณะ หรือ ถ้ำกระแซ เป็นสะพานโค้งเลียบแม่น้ำแควน้อยยาว ประมาณ 400 เมตร ที่สุดจะหวาดเสียว และอันตราย ทำให้ที่เชลยศึกต้องเสียชีวิตจากการสร้างทางรถไฟอย่างทารุณเป็นจำนวนมาก

ถ้าออกมาที่บริเวณด้านนอก ซึ่งจะมีร้านค้า ตั้งเรียงรายอยู่ตลอดทาง มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นของฝาก ของที่ระลึกต่างๆ อีกด้วย ใครที่อยากซื้อของฝากติดมือกลับบ้าน ก็สามารถช้อปปิ้งได้เลย

ไหว้พระถ้ำกระแซ

หลังจากรถไฟทิ้งสถานีมุ่งหน้าเดินทางต่อไป ความคึกครื้นของนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติก็เริ่มกลับมา เราเดินมุ่งหน้าไปที่ ถ้ำกระแซ ค่ะ ซึ่งถ้ำนี้เคยเป็น ที่พักของเชลยศึก เมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ

จากไทยไปพม่า และภายในถ้ำยังมี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ด้วย ความรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ไปเหยียบสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์โลก

หลังจากถ่ายรูปสุดหวาดเสียวบนรางรถไฟกันไปแล้ว เราก็ออกมาที่บริเวณด้านนอกค่ะ ซึ่งจะมีร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่ตลอดทาง มีทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น ของฝาก ของที่ระลึกต่างๆ อีกด้วย ใครที่อยากซื้อของฝากติดมือกลับบ้านก็สามารถช้อปปิ้งได้เลย

เดินเที่ยวบนรางรถไฟ ทางรถไฟสายมรณะ

หลังจากเดินชมถ้ำกระแซเรียบร้อย ขอไปถ่ายรูปสวยๆ ที่รางรถไฟดูบ้าง ตรงจุดนี้คือจุดที่เรียกว่า ทางรถไฟสายมรณะ ถือว่า เป็นจุดที่สวยที่สุด และ อันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟ ด้วยความสูงมากๆ และ ติดเลียบ

หน้าผา ทำให้เสียวสันหลังเล็กๆ มองลงไปด้านล่าง ทำเอาเข่าเกือบทรุด เพราะเป็นแม่น้ำแคว ที่ไหลเอื่อยๆอย่างสงบ แต่ก็ต้องใจกล้า เพราะว่าอยากได้ภาพสวยๆ กลับมาเป็นที่ระลึก

การเดินทางไปถ้ำกระแซ ทางรถไฟสายมรณะ

จากตัวเมืองกาญจนบุรี ไปจนถึงสถานีถ้ำกระแซ มีระยะทาง 47 กิโลเมตรโดยรถยนต์ จากตัวเมืองกาญจนบุรี วิ่งบนถนนแสงชูโต ถึงสี่แยกแก่งเสี้ยน เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายอำเภอไทรโยค – ทองผาภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 323) เมื่อผ่านวัดป่าหลวงตาบัว จะมีทางแยกซ้ายไปอำเภอไทรโยค ให้

เลี้ยวซ้าย ทางหลวง 3343 (มีป้ายบอกทางไปถ้ำกระแซ) วิ่งไปตามเส้นทางหลัก ผ่านหน้าโรงพยาบาลไทรโยค แล้วเลี้ยวขวา แล้วไปข้ามทางรถไฟ ที่อยู่ทางซ้ายมือ จากนั้น เลี้ยวซ้ายอีกที และ วิ่งขนานทางรถไฟไปจนสุดทาง โดยรถไฟ สามารถขึ้นรถไฟสายกรุงเทพฯ – น้ำตก

ขอขอบคุณบทความ รีวิวการท่องเที่ยว โดย ufa168

บทความวิธีหาเงินเที่ยวเจ๋งๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

วัดมหาธาตุ อยุธยา

วัดมหาธาตุ-อยุธยา

วัดมหาธาตุ อยุธยา

วัดมหาธาตุ อยุธยา คือ ตั้งอยู่ในตัวเมืองอยุธยา มีสิ่งที่โดดเด่น คือ เศียรพระพุทธรูป กว่าร้อยปีในรากไม้ โดยเศียรพระพุทธรูป เป็นพระพุทธรูปหินทรายเหลือ แค่ส่วนเศียรสำหรับองค์พระนั้น หายไป และ เป็นเศียรพระพุทธรูป เป็นศิลปะอยุธยา วางอยู่ในรากโพธิ์ข้างวิหาร

คาดว่าเศียรพระพุทธรูปนี้ จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้น ไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุม ทำให้มีความงดงาม แปลกตากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงและ เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง

ตั้งอยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว เมื่อปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคตเสียก่อน และ ได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จพระราเมศวร

โดยได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระปรางค์ประธาน และ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดมหาธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 1927 ซึ่งปรากฏ ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ความสำคัญของวัดมหาธาตุนั้น

นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐาน องค์พระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังถือว่าเป็น วัดที่เป็นศูนย์กลางเมือง และ เป็นสถานที่จัดพระราชพิธีต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีประทับอยู่ภายในวัด ส่วนพระสังฆราช ฝ่ายอรัญวาสีนั้น

ประทับอยู่ที่วัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ๆ พระศรีศิลป์ และ หมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมคณะ ได้ซุ่มพล ที่ปรางค์วัดมหาธาตุ ก่อนยกพลเข้าพระราชวัง ทางประตูมงคลสุนทร เพื่อจับกุม สมเด็จพระ ศรีเสาวภาคย์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

ปรางค์ของวัดองค์เดิม ที่สร้างด้วยศิลาแลง ยอดพระปรางค์ ได้ทลายลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ แต่จะด้วยเหตุผลประการใด ไม่ทราบ จึงยังมิได้ซ่อมแซมให้คืนดีดั้งเดิมในรัชกาลนั้น ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงบูรณะใหม่รวมเป็นความสูง 25 วา

เมื่อปี พ.ศ. 2176 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2275 – 2301 จนถึงช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่2 วัดมหาธาตุ โดนทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง และ ถูกทิ้งร้าง ต่อมายอด พระปรางค์ได้พังทลายลงมาอีกครั้ง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ภายในบริเวณวัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ-อยุธยา-1

หลังจากที่ได้ชมจุดเด่น ของวัดมหาธาตุไปแล้ว ก็มีหลายคน ที่ออกเดินทางต่อไปยังสถานที่อื่นๆ ในพระนครศรีอยุธยา แต่ถ้าหากมีเวลาลองเดินสำรวจรอบๆ

บริเวณวัดมหาธาตุ จะพบว่า เป็นวัดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ประกอบด้วย เจดีย์ ปรางค์ อาคารต่างๆ มากมาย ส่วนที่เห็นนี้น่าจะ เป็นระเบียงคดของวัดมหาธาตุ

ซึ่งนิยมที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปหลายองค์ เรียงรายกันไปบนฐานสูงเท่าๆ กัน และ พบเห็นการสร้างระเบียงคดแบบนี้ จนถึง วัดในสมัยปัจจุบันด้วย

จารึกแผ่นดีบุก

เมื่อ พ.ศ. 2500 มีการขุดค้นพบจารึกแผ่นดีบุกบริเวณกรุฐานพระปรางค์ พร้อมกับโบราณวัตถุอีกหลายอย่าง ตัวจารึกเป็นอักษรไทยอยุธยา เนื้อหาโดยสังเขป เป็นคำอุทิศส่วนกุศล

จากการหล่อพระพุทธพิมพ์เท่าจำนวนวันเกิด การภาวนา และ การบูชาพระรัตนตรัย ตอนท้ายระบุชื่อและอายุของผู้สร้างพระพิมพ์คือ พ่ออ้ายและแม่เฉา อายุ 75 ปี

ระบุจำนวนวันตามอายุของตนว่า “..ญิบหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยวัน..” (หมายถึง 27,500 วัน ซึ่งหากคำนวนแล้วจะพบว่าจำนวนวันมากกว่าตามความจริงเล็กน้อย)

เนื้อหาในจารึกแผ่นนี้จึงทำให้ทราบถึงการสร้างพระพิมพ์ในสมัยอยุธยาว่า นอกจากจะสร้าง เพื่อสืบทอดศาสนาแล้ว ยังมีขนบการสร้างตามจำนวนเท่ากับวันเกิดของตนด้วย[1]

สิ่งที่น่าสนใจในวัดมหาธาตุ

วัดมหาธาตุ-อยุธยา-2

พระปรางค์ขนาดใหญ่

ซึ่งในปัจจุบัน พังทลายลงมาหมดแล้ว ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่ โดยรอบรูปเหล่านี้อาจ หมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่รายล้อม อยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาล

เจดีย์แปดเหลี่ยม

เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น 8 เหลี่ยม ชั้นบนสุด ประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้ จัดว่า เป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียว ในอยุธยา

วิหารที่ฐานชุกชี

พระประธานในวิหารกรมศิลปากร พบว่ามีผู้ลักลอบ ขุดลงไปลึกถึง 2 เมตร จึงดำเนินการขุดต่อไป อีก 2 เมตร พบภาชนะดินเผา ขนาดเล็ก 5 ใบ บรรจุแผ่นทองเบาๆ รูปต่างๆ

วิหารเล็ก

วิหารเล็กแห่งนี้ มีรากไม้แผ่รากขึ้น เกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูป ไว้ธรรมดากรมศิลปากร จะต้องตัดต้นไม้ออก แต่ที่นี่ดูจะว่าเป็นที่ยกเว้น

พระปรางค์ขนาด

กลางภายในพระปรางค์ มีภาพจิตรกรรม เรือนแก้ว ซึ่งเป็นตอนหนึ่ง ในพุทธประวัติ 5 ตำหนักพระสังฆราช บริเวณพื้นที่ว่าง ทางด้านทิศตะวันตก เป็นสถานที่ ที่เป็นที่ตั้งพระตำหนัก

พระสังฆราช ราชทูตลังกาได้บอกไว้ว่า เป็นตำหนัก ที่สลักลวดลายปิดทอง มีม่านปักทอง พื้นปูพรมมีขวดปักดอกไม้ เรียงราย มีแถวเพดานแขวนอัจกลับ (โคม) มีบังลังก์ 2 แห่ง

การเดินทางไปวัดมหาธาตุ อยุธยา

โดยรถยนต์ส่วนตัว

จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนถึงสี่แยกไฟ แดงที่ 2 เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ เปิดให้เข้าชมทุก วันตั้งแต่เวลา

08.30–16.30 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หมายเหตุ ตั้งแต่ เวลาประมาณ 19.30น.-21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

โดยรถสาธารณะ

จากสถานีหมอชิตใหม่ มีบริการรถโดยสารธรรมดา และ รถโดยสารปรับอากาศ ไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกวัน และ วันละ หลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และ รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 กรุงเทพฯ-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร-พระนครศรีอยุธยา

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2936 2852-66 หรือที่เว็บไซต์ www.transport.co.th หรือ รถตู้โดยสาร จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต นั่งรถมาลงสุดสายจาก นั้นต่อรถมอเตอร์ไซต์หรือ รถท้องถิ่น ไปยังวัดมหาธาตุ

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวทั่วไทย โดย ufabet

บทความวิธีหาเงินเที่ยวเจ๋งๆ >> คลิ้ก <<

Categories
Blog

เพลาเพลิน บุรีรัมย์

เพลาเพลิน-บุรีรัมย์

เพลาเพลิน บุรีรัมย์

เพลาเพลิน บุรีรัมย์ คือ ดอกไม้ และ พันธุ์ไม้สวย ใช่ว่าจะมีให้ชมอยู่แต่ในภาคเหนือ แต่ดินแดนอีสานบ้านเรา ก็มีให้ชมเหมือนกันที่เพลาเพลินจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งเปิดเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ไปที่มาพร้อมกับความสนุกและ บันเทิง

ให้เราได้รื่นรมย์ชมดอกไม้ ตามฤดูกาลหลากสีสัน รวมทั้งพันธุ์ไม้สวยงามต่างๆ ที่อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน ซึ่งจัดแสดงในโรงเรือนทั้ง 6 หลัง อุทยานไม้ดอกแห่งนี้ ยังถือว่า เป็นอุทยานไม้ดอกแห่งแรก ในเขตพื้นที่ภาคอีสานใต้อีกด้วย

ตั้งอยู่อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากตัวอำเภอเมือง มาประมาณ 32 กิโลเมตร พื้นที่ภายในถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เพลา เพลิน บูติครีสอร์ท และ อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน ด้านหน้าเป็นส่วนของโซนต้อนรับ จะมีพื้นที่ขายบัตร

เข้าชมอุทยานไม้ดอก สำหรับค่าเข้าตามภาพ โดยมีรถรางนำเข้าไปในพื้นที่ในส่วนของอุทยานดอกไม้ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลัง จากนั้นเดินชมไปยังโรงเรือนต่างๆ ซึ่งเชื่อมต่อกัน นอกจากนี้ก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญในจังหวัดบุรีรัมย์อีกด้วย

ด้านในจะจัดแสดงนิทรรศการ ด้านศิลปะ และ วัฒนธรรมของภาคอีสาน รวมถึง ในอุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน ก็จะมีเรือนจัดแสดง พืชพันธุ์นานาชนิดอีกด้วย สำหรับที่นี่ จะแบ่งออกเป็นโซนกิจกรรม แอดเวนเจอร์ โซนอุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน และ โซนไร่สตรอเบอร์รี่

ในดินแดนอีสานใต้ แสดงพรรณไม้ในหมู่อาคาร 6 โรงเรือน

อุทยานไม้ดอก เพลาเพลิน

เพลาเพลิน-บุรีรัมย์-1
  • โรงเรือนที่ 1 สร้างโอกาส สร้างสรรค์ศิลปะ โลกรีไซเคิล The Power Art of Recycle+ จัดแสดงงานศิลป วัตถุที่สร้างสรรค์ มาจากขยะรีไซเคิล และให้ความรู้กับผู้เข้าชม เกี่ยวกับภาวะขยะล้นเมือง การสร้างมูลค่าจากขยะ รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ เกี่ยวกับการขัดแยกขยะ นอกจากนั้น ยังมีการพันธุ์ดอกไม้เมืองหนาว และ ดอกไม้ ตามฤดูกาลให้ได้ชม อย่างเต็มอิ่มตลอดทั้งปี อย่างต่อเนื่อง
  • โรงเรือนที่ 2 ป่าดึกดำบรรพ์ The Prehistoric Zone ซึ่งจำลองโลกยุคไดโนเสาร์ และ นำเฟิร์นสายพันธุ์ต่างๆ กว่า 60 สายพันธุ์มาจัดแสดง
  • โรงเรือนที่ 3 สีสันแห่งธรรมชาติ Colors of Nature จัดแสดงสัปปะรดสีและ ไม้กินแมลง
  • โรงเรือนที่ 4 ลดโลกร้อนด้วยตัวเรา Global Warming จัดแสดงนิทรรศการความรู้ เกี่ยวกับโลกร้อน ต้นเหตุ และ ผลกระทบต่อชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และ สิ่งแวดล้อม
  • โรงเรือนที่ 5 มหาปีระมิด The Great Pyramids จัดแสดงพืชทะเลทราย ตะบองเพชร หรือ แคคตัส หลากหลายสายพันธุ์ พร้อมจำลองพีระมิด และสุสานฟาโรห์ ที่ให้บรรยากาศอย่างเป็นรูปธรรม
  • โรงเรือนที่ 6 เรือนอีสานใต้ Arts of Esan จัดแสดงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรมของอีสานใต้ ดอกไม้ประจำถิ่น ในเขตเมืองร้อน ได้แก่ หน้าวัวใบ และ หน้าวัวดอก

ศูนย์การเรียนรู้แบบบูรณาการ

ในการเพาะเลี้ยงขยายพืชพันธุ์ หลากหลายประเภท เรียนรู้วิถีอาชีพเกษตรกรรม แบบง่ายๆ มีกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านพลังงานทดแทน ทั้งยังมี ศูนย์เรียนรู้เรื่องกัญชา เพื่อการแพทย์ศูนย์เรียนรู้ การปลูก และ ผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์

มีการปลูก และ ดูแลพืช และ ดอกไม้เมืองหนาว มีการปลูกพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค มีลานกิจกรรม และ จุดการเรียนรู้วิถีเกษตรพอเพียง การจำลองวิถีชาวนา การเรียนรู้เรื่อง ดาราศาสตร์ และ โรงภาพยนตร์ การฉายหนังกลางแปลง

เพลา เพลิน บูติค รีสอร์ท

เพลาเพลิน-บุรีรัมย์-2

แลนด์มาร์กแห่ง จ.บุรีรัมย์ ศูนย์รวมความเพลิดเพลิน ครบ จบในที่เดียว ประกาศพร้อมเปิดให้บริการ ตามปกติในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ตอกย้ำความมั่นใจ ให้นักท่องเที่ยว ด้วยมาตรฐานป้องกันโควิด-19

นอกเหนือจากกระบวนการมาตรฐาน ที่ทำเป็นประจำ เช่น การวัดอุณหภูมิก่อนเข้าสถานที่ บริการแอลกอฮอลล้างมือ ตามจุดต่างๆ และ ที่เพลา เพลิน ยังได้นำเครื่อง UVC อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพ

ในการฆ่าเชื้อไวรัส ในอากาศได้ถึง 99.99% มาใช้ฆ่าเชื้อโรค ในห้องพัก และ บริเวณต่างๆ ภายในเพลาเพลิน พร้อมชูการท่องเที่ยว เชิงสุขภาพกับ Arokaya Wellness Sala ศูนย์สุขภาพองค์รวม เพื่อให้บริการ

โซนรีสอร์ทห้องพัก เพลาเพลิน บุรีรัมย์ เน้นการตกแต่งแบบเอเชีย 10 ประเทศ

คือ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอินเดีย ซึ่งเป็นการตกแต่งตามเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเทศ และ ห้องพักเน้นตกแต่งแบบยุโรป ของที่ใช้ในการตกแต่งห้องบางส่วนได้นำเข้ามาจากแต่ละประเทศนั้นๆด้วย

มาที่นี่นอกจากห้องพักสวยแล้ว ยังมีกิจกรรมเพียบทั้งโซนเด็ก ประกอบไปด้วย London Bus, Locomotive Train ซึ่งสามารถค้นคว้าและมีมุมให้ความรู้มากมาย เช่น มุมชั่ง ตวง มุมนิทาน, โซนฟาร์มม้าแคระนำเข้าจากอังกฤษ และ ฟาร์มแกะ

โซนแอดเวนเจอร์ แคมป์ ซึ่งมีการจำลองมรดกโลก เช่น กำแพงเมืองจีน, หอไอเฟล, สะพานทาวเวอร์บริดจ์, หอเอนเมืองปิซา และสโตนเฮนจ์ ขับรถ ATV รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้ง Funny Park สวนน้ำ ซึ่งภายในมีอุโมงค์น้ำยาวกว่า 10 เมตร

สระว่ายน้ำเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมสไลเดอร์สูงเทียบตึก 3 ชั้น ค่าบริการ 120 บาทสำหรับเด็ก 180 บาทสำหรับผู้ใหญ่ และที่สำคัญคือ อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน พบกับพันธุ์ไม้เมืองหนาว พันธุ์ไม้เขตร้อ โดยภายในอุทยานไม้ดอกเพลาเพลินได้มีการจัดแสดงพันธุ์ไม้ตามฤดูกาล

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยว โดย ส โบ เบ็ ต 888

* อ่านบทความดีๆ ส่งเสริมการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
Blog

เกาะห้อง อ่าวพังงา

เกาะห้อง-อ่าวพังงา

เกาะห้อง อ่าวพังงา

เกาะห้อง อ่าวพังงา คือ มีลักษณะคล้ายเกาะห้อง ที่กระบี่ (แต่ไม่มีหาดทราย) มีหน้าผาโอบล้อมทะเล เกือบรอบ ลักษณะคล้ายห้อง ภายในห้องใต้เชิงผาทะลุ เข้าไปภายในเกาะ สู่ทะเล นักท่องเที่ยว นิยมมาพายเรือคายัคชมธรรมาชาติ และ ลอดถ้ำเล็กๆ

ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไป โดยรอบ และ ยังเป็นที่นิยมสำหรับเล่นน้ำ เป็นเกาะซึ่งประกอบด้วยภูเขาหินปูน ลูกน้อย –ใหญ่ เรียงตัวโอบล้อมผืนทะเล ไว้ในลักษณะ เกือบจะเป็นทรงกลม คล้ายกับห้องขนาดใหญ่ จึงเรียกกันว่า “เกาะห้อง” ช่วงเวลาน้ำลงจะสามารถเดินเลียบเลาะไปตามแนวสันทราย

ขนาดไม่กว้างนัก บริเวณขอบรอบๆ เกาะห้องได้ (ระดับน้ำจะสูงประมาณหน้าแข้ง – ช่วงต้นขา) เรือทัวร์ขนาดใหญ่ นิยมพานักท่องเที่ยว มาพายเรือคายัก ชมทิวทัศน์ และ ลอดถ้ำเล็กๆ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไป โดยรอบ สำหรับเกาะห้องฝั่ง จ.พังงา

นี้จะไม่มีชายหาดให้นอนอาบแดด หรือ ลงเล่นน้ำสบายๆได้ แตกต่างจากเกาะห้องฝั่ง จ.กระบี่ ซึ่งมีความสวยงามมากกว่า (เกาะห้องฝั่ง จ.พังงา และ เกาะห้องฝั่ง จ.กระบี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว คนละแห่ง แต่มีชื่อเรียกว่า “เกาะห้อง” เช่นเดียวกัน

กรุณาดูรายละเอียดเพิ่มเติม ของเกาะห้องฝั่ง จ.กระบี่ ในหัวข้อสถานที่ท่องเที่ยว จ.กระบี่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ นักท่องเที่ยวหลายๆ คนมักจะสับสนกับชื่อเรียก ที่เหมือนกันระหว่าง “เกาะห้อง” ฝั่ง จ.พังงา และ “เกาะห้อง”

ฝั่งจังหวัดกระบี่ (นักท่องเที่ยวซึ่งเคยไป “เกาะห้อง” ฝั่ง จ.กระบี่ มาก่อนบางคนก็ซื้อทัวร์ อช.อ่าวพังงา เต็มวัน มาด้วยความเข้าใจผิดว่า “เกาะห้อง” ฝั่ง จ.พังงานี้ เป็นสถานที่เดียวกันกับ “เกาะห้อง” ฝั่ง จ.กระบี่ จนกระทั่งได้รู้ความจริงเมื่อตอนมาถึง “เกาะห้อง” ฝั่ง จ.พังงา

เกาะห้อง

เกาะห้อง-อ่าวพังงา-1

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ อ่าวพังงา ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ เกาะปันหยี และ เขาตะปู มีลักษณะ เป็นเกาะขนาดใหญ่ มีหน้าผาหินปูนโอบรอบทะเล เป็นเวิ้งอ่าวเหมือนห้องใหญ่ มีความกว้างประมาณ 2-10 เมตร ลึก 150 เมตร

การที่เข้าไปในถ้ำ ต้องรอให้น้ำลงให้เหมาะสม เสียก่อน นักท่องเที่ยวนิยมพายเรือคายัค ชมรอบๆเกาะ หรือ พายลอดเข้าไปถ้ำต่างๆ ที่มีกระจายอยู่รอบเกาะ ภายในถ้ำเป็นผาสูงชัน

มีป่าอยู่โดยรอบ มีแนวแนวสันทราย ที่มีขนาดไม่กว้าง สามารถเดินและชมวิวได้เกือบรอบๆเกาะ และเล่นน้ำได้แต่ไม่ค่อยสะดวกมากนัก (เมื่อระดับน้ำลดต่ำกว่าประมาณต้นขา)

ประวัติและภูมิประเทศ

ตามลักษณะโครงสร้างและธรณีสัณฐานเป็นทิวเขาที่เกิดในยุคครีเทเชียสกับยุคเทอร์เชียรีตอนต้น อายุประมาณ 36-136 ล้านปีมาแล้ว ภูมิสัณฐานและภูมิประเทศทั่วไปของบริเวณนี้

ยังเป็นผลมาจากลักษณะโครงสร้างที่เรียกว่า รอยเลื่อน มีชื่อทางธรณีวิทยาว่า “รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย” และ “รอยเลื่อนพังงา” นอกจากนั้นยังมีภูเขาหินตะกอน หินแปร แทรกสลับอยู่เป็นแนว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาหินปูนลูกโดด จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติดังกล่าวทำให้เกิดเป็นช่อง โพรง หรือ ถ้ำมากมาย ส่วนภูเขาหินดินดาน

บางแห่งสลายตัวกลาย เป็นหย่อมเนินเขาขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง การยุบตัวของแผ่นดินทางด้านตะวันตกทำให้เกิดเป็นชายฝั่งขรุขระเว้าๆ แหว่งๆ เกิดเป็นอ่าวและเกาะซึ่งเป็นภูเขาหินปูนลูกโดดกระจายอยู่ตามฝั่งมากมาย

ได้มีการค้นพบหลักฐานก่อนประวัติศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2530 บริเวณเขาเต่าในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา โดยพบหลักฐานการเข้ามาอยู่อาศัย รวมถึงการฝังศพของผู้คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์

จากการศึกษาของนักธรณีวิทยา โดยนำเอาซากดึกดำบรรพ์ของหอยบริเวณถ้ำและเพิงผาตามเกาะและหินโผล่ในอ่าวพังงา พบว่าในระหว่างยุคไพลสโตซีนกับไฮโลซีน คือ เมื่อประมาณ 11,000 ปี

ที่ผ่านมาระดับน้ำทะเลลดต่ำลงมากในช่วงยุคน้ำแข็ง ภูเขาหินที่เป็นเกาะแก่งดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงอยู่บนที่ดอน ไม่มีสภาพเป็นเกาะดังที่เป็นอยู่ ต่อมาในช่วง 7,500-8,500 ปีมาแล้ว

ระดับน้ำทะเลค่อยๆ ขยับสูงขึ้นจนสูงสุด คือ สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางในปัจจุบันถึง 4.5 เมตร และต่อมาในช่วง 4,000-5,000 ปีมาแล้ว ระดับน้ำทะเลขึ้นๆ ลงๆ

(มีทั้งขึ้นสูงและลดต่ำกว่าปัจจุบัน) ในช่วงระหว่าง 2,700-3,700 ปีมาแล้วนั้น ระดับน้ำทะเลค่อนข้างจะคงตัว แต่ยังสูงกว่าปัจจุบันระหว่าง 1.5-2.5 เมตร และตั้งแต่ 1,500 ปีเป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลสูงสุดกว่าปัจจุบัน

หลักฐานทางโบราณคดี

เกาะห้อง-อ่าวพังงา-3

ได้มีการค้นพบถึงการดำรงชีวิตของกลุ่มชนก่อนประวัติศาสตร์ที่ทิ้งร่องรอยไว้ในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงาและบริเวณใกล้เคียง กล่าวคือ มนุษย์ซึ่งเคยอาศัยในเขตจังหวัดกระบี่และพังงา เมื่อประมาณ 10,000 ปีอาจสัญจรไปมา และ เข้าอยู่อาศัยตามเพิงผา และ ถ้ำได้โดยสะดวก

โดยมิต้องอาศัยแพหรือเรือ แต่เวลาผ่านไปในช่วงระดับน้ำทะเลขึ้นสูง กลุ่มชนที่สืบเชื้อสายต่อมาคงถอยร่นเข้ามาอาศัยอยู่บนพื้นที่ดอนภายใน และอาจมีกลุ่มชนที่รู้จักการทำแพ เรือ สัญจรไปในอ่าวพังงาบ้าง แต่แหล่งเหล่านี้อาจไม่เหมาะสม

ต่อการอยู่อาศัยถาวร ถ้ำ และ เพิงผา ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม หรือมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานใหม่ จนกระทั่งเป็นชุมชนที่มีความสามารถทางทะเล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐาน และ การเข้ามาอยู่อาศัยของกลุ่มชน

ก่อนประวัติศาสตร์ ในอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ปรากฏจากแหล่งโบราณคดี สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นงานสร้างสรรค์ ของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ เขาเขียน เกาะปันหยี เขาระย้า ถ้ำนาค และเกาะพระอาตเฒ่า

แนะนำสถานที่ต่างๆ

เกาะห้อง-อ่าวพังงา-2
  • เกาะห้อง จ.พังงา และเกาะห้อง จ.กระบี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวคนละแห่งแต่มีชื่อเดียวกัน (เกาะห้อง) นักท่องเที่ยวมักจะเข้าใจพิด
  • เรือทัวร์ขนาดใหญ่นิยมพานักท่องเที่ยวมาพายเรือคายักชมทิวทัศน์และลอดถ้ำเล็กๆ ที่กระจายอยู่รอบๆเกาะ
  • เรือทัวร์ จะมีคนพายเรือให้ โดยเรือ 1 ลำสามารถนั่งได้ 2 คน
  • เรือลำใหญ่ต้องจอดไกลๆ เพราะเป็นจุดที่มีน้ำตื้น
  • การลอดผ่านถ้ำที่สะดวกจึงต้องใช้เรือคายัก
  • เกาะห้อง มีหาดทรายแคบๆ ให้นักท่องเที่ยวลงไปถ่ายภาพได้
  • เกาะห้องทางทิศตะวันตกเป็นหน้าผาขนาดใหญ่ เหมาะแก่การพายเรือชมวิว
  • ส่วนบริเวณทิศตะวันออกของเกาะห้องมีถ้ำ ให้นั่งเรือเข้าไปเที่ยวชมหลายแห่ง
  • ถ้ำน้ำไม่สูงมากประมาณช่าวงต้นขา สามารถเดินเลาะไปตามแนวสันทราย เพื่อชมวิวเกือบรอบเกาะห้องได้
  • เกาะห้อง มีหาดทรายแคบๆ ให้นักท่องเที่ยวลงไปถ่ายภาพได้

ข้อมูลการเดินทาง

การเดินทาง : รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) จาก อ.เมือง จ.พังงา มุ่งหน้าไปทาง อ.ตะกั่วทุ่ง ประมาณ 3 กม.จะพบแยกซ้ายมือเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4144

ให้เลี้ยวซ้ายแล้วขับรถมุ่งหน้าตรงต่อไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 4 กม.จะพบกับท่าเรือท่าด่านฯ และศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อช.อ่าวพังงา รถโดยสารประจำทาง มีรถสองแถว และ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

จากตลาดพังงามายังบ้านท่าด่านฯค่ารถไม่เกินคนละ 50 บาท (ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมแนะนำให้ซื้อทัวร์หรือติดต่อเหมาเรือกับบริษัททัวร์จากในตัว อ.เมือง จ.พังงา จะสะดวกกว่า

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยว โดย ufa168

* อ่านบทความดีๆ ส่งเสริมการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
Blog

ตลาดน้ำตลิ่งชัน

ตลาดน้ำตลิ่งชัน

ตลาดน้ำตลิ่งชัน

ตลาดน้ำตลิ่งชัน คือ เป็นตลาดน้ำใจกลางเมืองหลวง ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำ สองฝั่งคลอง ตลาดน้ำ เป็นตลาดน้ำที่อยู่ไม่ไกลเรียกได้ว่าเป็นตลาดน้ำใจกลางเมืองกรุง ที่ยังมีวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำสองฝั่งคลอง

ตลาดน้ำแห่งนี้ ยังคงวิถีชีวิตของชาวบ้านไว้ อยู่บริเวณหน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน เป็นตลาดกึ่งชนบท ผสมผสานระหว่าง ชีวิตริมน้ำกับธรรมชาติ มีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลาประมาณ 07.00-16.00น.ชวนสัมผัสกลิ่นอาย ตลาดน้ำกึ่งชนบท ที่ผสานชีวิตริมน้ำ

มีความเป็นธรรมชาติ ได้อย่างลงตัว ที่ตลาดน้ำ หรือ รู้จักกันดีในชื่อว่า “คลองชักพระ” ตั้งอยู่บริเวณ หน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน โดดเด่นกับสินค้าที่ไม่เหมือนใคร เพราะว่า ชาวสวนในพื้นที่ ผลิตขายเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ ผักสด ผลไม้ ปลา และ อาหารต่างๆ

โดยจะขึ้นอยู่กับฤดูกาล เป็นเรื่องสำคัญที่น่าสนใจ คือ ตลาดน้ำแห่งนี้ยังคงวิถีชีวิต ความเป็นชาวสวนริมคลอง ไว้ได้อย่างงดงาม ทั้งพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหาร และ ผักผลไม้ ทั้งบนโป๊ะ และ ในคลอง มีขนมไทยที่หาทานได้ยากให้ชิม

นอกจากนี้ ยังมีงานหัตถกรรมฝีมือดี จากภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงของดีฝั่งธน ให้เลือกซื้อกันได้ไม่มีเบื่อ รวมทั้ง จุดเด่นของที่นี่ คือ มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย เช่น ท่องเที่ยวทางน้ำ โดยการนั่งเรือหางยาวสัมผัสบรรยากาศ และ ธรรมชาติของสองฟากฝั่งคลองตลิ่งชัน

เที่ยวไปตามตลาดน้ำใกล้เคียง อย่างตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำวัดบางสะพาน ซึ่งมีเพียงวันละรอบ เท่านั้น ส่วนใครที่ชื่นชอบ ความสวยงามและ หลงใหล ในเสน่ห์ของดอกกล้วยไม้ ที่นี่ก็มีทัวร์กล้วยไม้ ไหว้พระ ชมตลาด และ โปรแกรมกุศล พาทำบุญวัดเกาะ

ไหว้หลวงพ่อดำ ที่มีความเก่าแก่ยาวนาน กว่า 312 ปี ไหว้พระพุทธรูปทราย สมัยกรุงศรีอยุธยา และ แวะให้อาหารปลา ที่วัดปากน้ำฝั่งใต้ หรืออยากตื่นเต้นกับโปรแกรมทัวร์ สวนงูธนบุรี พบการแสดงของคนกับงูก็เลือกได้ตามใจชอบ

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารบรรยากาศดี รสชาติอร่อย บนแพริมน้ำคอยให้บริการ เรียกได้ว่า มาที่เดียว สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และ วิถีชีวิตริมน้ำแบบดั้งเดิมของไทย พร้อมอาหารอร่อย และ ช็อปปิ้งแบบถูกใจสบายอารมณ์

ตลาดน้ำคลองลัดมะยม

ตลาดน้ำตลิ่งชัน-2

เดิมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตั้งอยู่ด้านใต้ของถนนบางระมาด ในปี 2547 อีกสองปีต่อมา ย้ายมาอยู่ด้านเหนือของถนนบางระมาด ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เป็นตลาดน้ำขนาดเล็ก

ที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัส วิถีชีวิตคนที่นี่ ได้อย่างใกล้ชิด เริ่มจากเข้าชม “สวนเจียมตน” ซึ่งเป็นสวนของชาวบ้านในย่านนี้ จะเห็นพันธุ์ไม้ต่างๆ มากมาย และ มีซุ้มให้เรียนรู้การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก

การอนุรักษ์ดิน และ น้ำ ด้วยหญ้าแฝก ต่อจากนั้น ก็เดินเลือกซื้อกล้วยไม้หรือ ต้นไม้กลับบ้าน แล้วก็แวะไปหาอะไรกินริมน้ำ เอาแรงก่อนไปชมพิพิธภัณฑ์เรือจำลอง ที่บอกเล่าเรื่องราวของเรือ แต่ละประเภท

พร้อมๆกับรู้จักการดำเนินชีวิต ควบคู่สายน้ำของคนไทย หรือ จะนั่งเรือพายชมสวน ค่าบริการก็เพียง 10 บาท เท่านั้น แต่ถ้านั่งแบบแวะเที่ยวขึ้นบกมีบริการ แบบเหมาลำประมาณ 300-400 บาท

เช่น เส้นทาง ตลาดน้ำ – บางระมาด – บ้านไทรเส้นทาง ตลาดน้ำ – บ้านพิพิธภัณฑ์ เส้นทางสวนแก้วมังกร ชมบอนไซ เป็นต้นหรือจะขี่จักรยาน เที่ยวชมธรรมชาติ

โดยขอรับแผนที่เส้นทางจักรยานได้ ที่พิพิธภัณฑ์ เรือจำลองชาวบ้านที่นี่เปิดตลาดสาย วายเร็ว ดังนั้นเวลาที่เหมาะควรจะมาสัก 10 โมง และถ้าเกิน  บ่ายสาม บางร้านเริ่มเก็บของกลับบ้านกันแล้ว

ตลาดน้ำวัดสะพาน

ตลาดน้ำตลิ่งชัน-1

ตลาดน้ำวัดสะพาน ซึ่งถือเป็นตลาดน้ำ น้องสุดท้อง ของตลาดน้ำในเขตตลิ่งชัน ตั้งอยู่ที่ วัดสะพาน หรือ วัดตะพาน ริมคลองบางน้อย ตั้งอยู่บนถนนปากน้ำ-กระโจมทอง เลยจากทางเข้าวัดกระโจมทอง ไปไม่ไกลนัก เป็นวัดเก่าแก่ มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงธนบุรี

ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ สมัยอยุธยา อยู่หลายองค์ด้วยกัน แต่ถูกทำลาย จนหักพังลงไปมาก เพราะในสมัยที่บ้านเมือง ยังไม่สงบ วัดแห่งนี้ ได้ถูกข้าศึกที่ยกทัพมาทางน้ำ ทำลายพระพุทธรูป จนเสียหาย แต่ต่อมา เมื่อชาวบ้านมาขุดพบ ชิ้นส่วนของพระพุทธรูปเหล่านี้

ก็ได้นำมาซ่อมแซมประกอบพอกปูนเสียใหม่แต่บางองค์ก็เสียหายเกินปฏิสังขรณ์ได้ก็มีที่วัดสะพานเพิ่งจะมีถนนเข้าถึงก็เมื่อปี 2543 นี่เอง แต่ก่อนหน้านั้นการเดินทางมายังวัด ก็ต้องมาทางเรือเพียงอย่างเดียว และหลังจากที่เกิดตลาดน้ำขึ้นมาก็ทำให้มีคนรู้จักวัดมากขึ้น

ตามไปด้วย สำหรับผู้ที่ริเริ่มตลาดน้ำขึ้นมาก็คือ พันตำรวจตรีสิทธิชน อังศุศาสตร์ ซึ่งมาดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลบางเสาธง ในช่วงต้นปี 2548 ท่านได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งก็รวมไปถึงบริเวณวัดสะพาน และ เห็นว่าวัดแห่งนี้มีความเงียบสงบ

บรรยากาศร่มรื่น ในคลองหน้าวัดเต็มไปด้วยปลาสวายตัวโตๆ ว่ายน้ำกันสนุกสนาน จึงเกิดความคิดอยากจะตั้งตลาดน้ำขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและรู้จักวัดสะพานกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีความเก่าแก่แล้ว ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างด้วยกัน

ตลาดน้ำวัดสะพานแม้จะเป็นตลาดน้ำเล็กๆ แต่ก็มีอาหารให้เลือกกินมากมาย ทั้งขนมจีนน้ำพริก น้ำยา แกงไก่ แกงลูกชิ้นแสนอร่อย ผัดไทย หอยทอด แล้วก็ยังมีหมูสะเต๊ะร้อนๆ หอมกรุ่น ยำต่างๆ รสชาติจัดจ้าน และของกินเล่นยามว่างอย่างเมี่ยงคำรสชาติดี

ข้าวเหนียวหน้ากุ้งหน้ากลอย ข้าวเกรียบว่าว ข้าวหลามกลิ่นหอมหวาน ก็มีให้เลือกกินมากมายจากพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนที่พายเรือมาขายกันแต่เช้า ถึงตอนบ่ายๆก็หมด

นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสินค้าจากในสวนอย่างไม้ดอกไม้ประดับสวยๆ มาขายนักท่องเที่ยวกัน หรือเดินเที่ยวชมสวนเตยและสวนผลไม้บริเวณใกล้ๆ วัด ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึง และในตอนนี้ทางกรุงเทพมหานครเขาได้จัดโครงการเชื่อมตลาดน้ำในเขตตลิ่งชันทั้งสามแห่งเข้าด้วยกัน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

ที่ตั้ง : แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เปิดวันเสาร์-วันอาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่ตรงกับวันศุกร์ หรือ วันจันทร์ เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 07.00-17.00น.รถประจำทางสายที่ผ่าน 79 (ราชประสงค์-พุทธมณฑลสาย 2) และ 83

ถ้าขับรถส่วนตัว ให้มาทางถนนบรมราชชนนี ทางสะพานกรุงธน หรือสะพานพระปิ่นเกล้า ถ้าใช้ทางยกระดับ คู่ขนานลอยฟ้าฯ มาจากสะพานพระราม 8 ขาออก หรือ ปิ่นเกล้า ให้ใช้ทางออกตลิ่งชัน ลงมาวิ่งผ่านสน.ตลิ่งชัน

ชิดซ้ายเลี้ยวเข้าถนนฉิมพลี จอดรถได้ ที่สำนักงานเขตตลิ่งชัน หรือ ที่จอดรถ ใกล้กับวัดกาญจนสิงหาสน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ คุณนพดล ประธานประชาคมตลาดน้ำ โทร. 08 1374 7616 หรือ สำนักงานเขตตลิ่งชัน โทร. 0 2424 1742, 0 2424 5448

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยว โดย ufabet

* อ่านบทความดีๆ ส่งเสริมการลงทุน >> https://ufabets5.com/contentandnews/

Categories
Blog

ภูลมโล เลย

ภูลมโล-เลย

ภูลมโล เลย ดินแดนแห่งซากุระ

ภูลมโล เลย คือ ตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน  อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในเขตอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และ สิ่งที่ทำให้ภูลมโล เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ได้รับความสนใจ

จากนักท่องเที่ยวในเวลานี้ คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่มีพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่นางพญาเสือโคร่งของภูลมโล จะไม่ได้มีให้ชมเพียงจุดเดียว แต่จะกระจาย มีให้ชมในหลายจุด โดยจะบานแทรกตัว อยู่ในหุบเขา ป่าไม้ และ ต้นหญ้า

ภูลมโล เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามของขุนเขา และอากาศที่หนาวเย็น โดยนางพญาเสือโคร่ง จะบานในช่วงกลางเดือน ม.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละปี จะบานไม่ตรงกัน ก่อนเดินทางต้องเช็คข้อมูลอีกครั้งก่อนจะออกเดินทาง

นอกจากชมนางพญาเสือโคร่งแล้ว พื้นที่ของภูลมโลมีสามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงามมาก จุดกางเต้นท์มองเห็นหมู่บ้านหมันขาว และไร่กระหล่ำปลีสีเขียวกว้างใหญ่ สามารถดูดาวบนฟ้าและ ดาวบนดินแสงไฟจากหมู่บ้านข้างล่างได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ก่อนถึงจุดกางเต้นท์มีจุดชม วิวสุงสุดให้ได้ชมทัศนียภาพได้กว้างไกลยิ่งขึ้น สำหรับบนยอดสูงสุดภูลมโลนั้นมีทางเดิน เขาขึ้นไปประมาณ 1 กม. ทางค่อนข้างชัน บนจุดชมวิวมีชะง่อน หินเล็กๆเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น

ส่วนจุดชมพระอาทิตย์ตก อยู่บนเส้นทางเดินขึ้น ซึ่งเมื่อมองลงมาเบื้องล่าง จะพบกับทิวทัศน์ ความงดงามของแนวยอดภูลมโล และ เทือกเขาอื่นๆ หรือ หากใครไม่ขึ้นไป บนจุดชมวิวสูงสุด ก็สามารถชมวิวอยู่ตรงทางเดิน ขึ้นไปยังจุดชมวิวได้

เส้นทางสีชมพูจากดอกนางพญาเสือโคร่งเบ่งบาน

ภูลมโล-เลย-1

โดยหลังเดินทางฝ่าเส้นทาง อันสมบุกสม บันขึ้นเขามาถึงยังลานจอดรถตีนยอดภู ต่อจากนั้น เราต้องเดินขึ้นสู่ยอดเขา ไปในระยะทาง ประมาณ 1 กม. บนเส้นทางที่ลาดชันเอาเรื่อง

ก่อนจะถึงยังจุดชมวิว ยอดภูลมโล ที่แม้การเดินทางขึ้นมา จะแสนเหนื่อยแต่ว่าก็คุ้มค่าไม่น้อย บนยอดภูลมโล แม้จะมีลักษณะ เป็นแท่นหินเล็กๆยื่นล้ำ เข้าไปในหน้าผา ดูน่าหวาดเสียว

แต่ว่าก็สามารถมองเห็น พระอาทิตย์ขึ้น ท่ามกลางม่านฉาก แห่งขุนเขาได้อย่างชัดเจน สวยงาม อย่างไรก็ดี ใครที่จะขึ้นไปยืนถ่ายรูป ชมวิวบนนี้ต้องระมัดระวังให้ดี เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ขณะที่ในระหว่างทางเดินขึ้น ยอดภูลมโล หากมองย้อนลงมาก็จะเห็นทิวทัศน์ลานจอดรถ และ แนวเนินโค้ง อันสวยงามของขุนเขา ทางขึ้นยาวลงไปจนถึง ลานจอดรถ โดยมีฉากหลัง เป็นแนวทิวเขาทอดยาว

ส่วนที่ลานจอดรถ ตีนภูก็นับเป็นอีกหนึ่ง ในจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ชั้นดี ที่นี่จะมีคนมายืนรอชม พระอาทิตย์ขึ้นมากกว่า ที่ยอดสูงสุด ด้านบน เพราะไม่ต้องเดินเหนื่อย

ด้านวิวนั้นก็ดูสวยงาม ไปอีกแบบ ยามพระอาทิตย์ขึ้น จะมียอดสูงสุด ภูลมโลเป็นฉากหน้า ด้านขวาเป็นหุบเหว ส่วนด้านทิศตะวันตก เป็นแนวหุบเขาอันสวยงามกว้างไกล

จุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ภูลมโล มีอยู่ 3 แปลง

ภูลมโล-เลย-2

แปลงภูลมโล

แปลงนี้มีไฮไลท์สำคัญ อยู่บริเวณ “คอกวัว” เพราะมีคอกวัวที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้อยู่ในบริเวณนี้ ที่แปลงภูลมโล เราสามารถมองเห็น ดอกนางพญาเสือโคร่งได้อย่างงดงามทั่วเนินเขา

แปลงก้อนหินใหญ่

ที่มีทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่งให้ชมกันควบคู่ไปกับก้อนหินใหญ่ 2 จุดเป็นพร็อพถ่ายรูปที่มีคนแวะเวียนไปโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่กันระหว่างก้อนหินกับฉากสีชมพูของทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่งกันไม่ได้ขาด

แปลงภูขี้เถ้า

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วดอกนางพญาเสือโคร่งที่แปลงที่ภูขี้เถ้าจะบานทีหลังสุดโดยภูขี้เถ้าจะอยู่ห่างจากยอดภูลมโลไปประมาณ 4 กม. มีแปลงดอกนางพญาเสือโคร่งให้ชมกันมากถึง 3-4 แปลงติดๆกัน แถมมีมุมมากมายให้เลือกชมเลือกถ่ายรูป

ไม่ว่าจะเป็นมุมบนยอดเขา ที่มองลงไปเห็นทุ่งสีชมพู ในเบื้องล่าง มุมที่มองย้อนขึ้นมาเห็นทุ่งพราวชมพูออกดอกสะพรั่งตามไหล่เขา หรือในทุ่งดอกสีชมพูที่บานเด่นอยู่ในดงเฟิร์นสีเขียวก็สวยทุกมุม และ เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปที่สุด

วิวทิวทัศน์จุดชมวิว บนเส้นทางขึ้นสู่ยอดภูลมโล

นอกจากจุดชมวิวที่นี่แล้ว บนภูลมโลยังมีจุดชมวิวที่น่าสนใจอีก ได้แก่ที่ “ผาภูลมโล” ที่เป็นแนวผาทอดยาว มีชะง่อนหินผายื่นออกไปให้นักท่องเที่ยวไปหามุมถ่ายรูปกันหลายจุดด้วยกัน

จุดชมวิว“ก้อนหินใหญ่” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวอันงดงาม บนนี้เมื่อมองลงไปจะเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของหมู่บ้านในท่ามกลางหุบเขากว้างไกล ขณะที่บนถนนใกล้กับจุดชมวิว

ก้อนหินใหญ่ก็มี “ต้นไม้เดียวดาย” ที่เป็นต้นพญาเสือโคร่งต้นใหญ่ทอดตัวโค้งรับกับโค้งถนนดูสวยงาม จนมีคนนิยมไปถ่ายรูปคู่กับต้นไม้เดียวดายต้นนี้เป็นจำนวนมาก

และนี่ก็คือมนต์เสน่ห์ของภูลมโลที่เมื่อยามนางพญาเสือโคร่งพากันออกดอกเบ่งบานชมพูสะพรั่ง มันจะย้อมพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นสีชมพู จนได้รับฉายาว่า “ภูลมโล – หุบเขาสีชมพู” อันลือลั่น

แปลงพืชผักเมืองหนาวจำนวนมาก

ต้นพลับ ต้นท้อ กะหล่ำปลี แครอท บล็อกโคลี่ สตอเบอรี่ เป็นต้น โดยจุดสูงสุดอยู่บริเวณ “ยอดภูลมโล” มีความสูง 1,680 เมตร จากระดับน้ำทะเล อากาศจึงเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 5-20 องศา ซึ่งด้านบนนี้เป็นจุด

ชมวิวที่สามารถมองเห็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนได้กว้างไกล และตลอดทางขึ้นยอดภู ก็มีดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยหวาน ประดับประดาอยู่เต็มสองฝากถนน เป็นมุมถ่ายรูปที่เพอร์เฟคมาก

ที่พักบนภูลมโล

บนภูลมโลไม่อนุญาติ ให้ค้างคืน นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พัก บนภูลมโลอาจเลือกพักในบริเวณใกล้เคียง ของทางขึ้นทั้งสองทาง เช่น ถ้าหากขึ้นทางฝั่งบ้านร่องกล้า อาจเลือกพักที่โฮมสเตย์ ในหมู่บ้านร่องกล้า ซึ่งมีให้เลือกหลายหลัง

อาจพักในบริเวณใกล้เคียง เช่น พักบ้านพักอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า หรือ ภูทับเบิก หากขึ้นทางฝั่งกกสะทอน อ.ด่านซ้าย ก็สามารถหาที่พักใน อ.ภูเรือ หรือ ด่านซ้าย หรือ ที่พักโฮมเสตย์ ของชมรมท่องเที่ยว กกสะทอน

10 Checkin ห้ามพลาด

ภูลมโล-เลย-3
  • ทุ่งดอกกระดาษ ภูหินล่องกล้า
  • จุดชมวิวพญาเสือโคร่ง
  • ภูทับเบิก
  • พระธาตุศรีสองรัก
  • พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองด่านซ้าย(ผีตาโขน)
  • บ้านสวนของพ่อโฮมสเตย์
  • ปางสุขกมลโฮมสเตย์
  • Hill Coffee
  • ร้านเชย @ด่านซ้ายของเก่าวินเทจ
  • ร้านอาหารฮักนะสบายดี

การเดินทางไป ภูลมโล

ฝั่งบ้านร่องกล้า

จากพิษณุโลก ใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านแยง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2013 ไปอำเภอนครไทย ก่อนถึง อ.นครไทย

ให้เลี้ยวขวาไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางจนถึงที่ทำการอุทยานฯ 125 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้าที่อยู่ภายใน อุทยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 134 กิโลเมตร

ฝั่งกกสะทอน

จากเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้าอ.หล่มสัก จากนั้นเบี่ยงซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองก่อนถึงสี่แยกหล่มสักจะ เข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 12 จากนั้นจะเจอสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่หมายเลข 2372 ขับตรงไปจนเจอทางแยกซ้ายมือขึ้นภูทับเบิกเป็นทางหลวง 2331

เป็นทางลาดชันและทางโค้งหักศอก ราว 18 กิโลเมตร จนถึงด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากนั้นเดินทางต่อไป ยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 21 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 96 กิโลเมตร

ขอขอบคุณบทความ รีวิวการท่องเที่ยวทั่วไทยแลนด์ โดย sa gaming 66

** อ่านบทความการลงทุน คลิ้ก >> https://ufabets5.com/contentandnews/