Categories
Blog

พญาคันคาก ยโสธร

พญาคันคาก-ยโสธร2

พญาคันคาก ยโสธร ประติมากรรมสุดอลังการ

พญาคันคาก ยโสธร เป็นจังหวัดที่มีประเพณี การปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวยโสธร ซึ่งมีความเชื่อว่าโลกนั้น ประกอบด้วย โลกมนุษย์ โลกเทวดา และ โลกบาดาล โดยโลกมนุษย์ อยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกเทวดา

ซึ่งชาวอีสาน เรียกเทวดาว่า พญาแถน ซึ่งพญาแถนมีอิทธิพลต่อ ฝน ฟ้า ลม หากมนุษย์ทำให้พญาแถนโปรดปราน หรือ พอใจ ก็จะบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล จึงเกิด พิธีการบูชาพญาแถน โดยการใช้บั้งไฟ เพื่อแสดงการเคารพ และ เป็นการขอฝนจากพญาแถน

อันเป็นที่มาของประเพณี บุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธรอันโด่งดัง จากตำนานเรื่องเล่า อันถือว่ามีความสำคัญ ต่อจังหวัดยโสธร ดังกล่าวข้างต้น จังหวัดยโสธรจึงจัดสร้าง วิมานพญาแถน ขึ้นบริเวณลำทวน เพื่อใช้เป็นสถานที่ที่แสดงถึง วัฒนธรรมประเพณี ของจังหวัด

เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ แหล่งเรียนรู้ ที่สำคัญของจังหวัด ซึ่งภายในวิมานพญาแถนนั้น ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่สะท้อน ถึงตำนานบุญบั้งไฟของ ยโสธร จึงจัดสร้าง วิมานพญาแถน ขึ้นบริเวณลำทวนเพื่อใช้เป็นสถานที่ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณี ของจังหวัด

เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ของจังหวัดโดยเริ่มก่อสร้างวิมานพญาแถน มาตั้งแต่สมัย นายวันชัย อุดมสิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรและอดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง ได้เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อนายพีรพันธุ์ พาลุสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขณะนั้น ได้จัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดคือ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มาดำเนินการก่อสร้าง เป็นช่วงๆ ปี คาดว่าจะใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 200 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในกลุ่มจังหวัด

ประวัติ พญาคันคาก ยโสธร

พญาคันคาก ยโสธร พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หรือ พิพิธภัณฑ์คางคก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่โดดเด่นแปลกตาของจังหวัดยโสธร ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำลำทวน อำเภอเมือง บริเวณสวนสาธารณะพญาแถน

เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่สอดแทรกตำนาน เรื่องเล่าพื้นเมือง ของชาวอีสาน เกี่ยวกับตำนาน พญาคางคก และ ประเพณีบุญ บั้งไฟอันโด่งดัง ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปคางคกขนาดยักษ์เป็นอาคารสูง 5 ชั้น

หรือ ประมาณ 19 เมตร พื้นที่ประมาณ 835 ตารางเมตร และ นิทรรศการภายในจะบอก เรื่องเกี่ยวกับที่มาของบั้งไฟ โดยจัดฉายเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ และ นิทรรศการ เกี่ยวกับคางคกชนิดต่าง ๆ

ที่พบได้ในเมืองไทยที่มีอยู่กว่า 20 ชนิด และ มีการรวบรวมของดีทางด้านเกษตรกรรม ของเมืองยโสธร ไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึง เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของจังหวัดยโสธร

พญาคันคาก

พญาคันคาก-ยโสธร-1

อาคารรูปร่างคากคงสูงใหญ่ สีส้มสดใสริมลำทวน (แม่น้ำทวน) ตัวเมืองยโสธร กลายเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อย และ ตอนนี้สมบูรณ์พร้อมยิ่งขึ้นเมื่อเปิดพิพิธภัณฑ์ภายในให้ชมกันแล้วตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

บอกเล่าตำนานการสู้รบ ระหว่างพญาคันคาก กับ พญาแถน อันเป็นที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟ รวมถึง เรื่องทางชีววิทยาเกี่ยวกับ คางคก กบ อึ่ง เขียด ในประเทศไทย และ ความเป็นมาของยโสธรด้านอื่นๆ แถมชั้นบนสุดบริเวณปากพญาคันคากเป็นจุดชมวิวมองเห็นเมืองยโสธรกว้างไกลอีกด้วย

ใกล้เคียงกันคือพิพิธภัณฑ์พญานาค ใช้แสงสีเสียงแสดงเรื่องราวความเชื่อของคนพื้นถิ่นทางภาคอีสานอย่างน่าสนใจ เสียเงินเพียงครั้งเดียวเที่ยวได้ทั้งสองพิพิธภัณฑ์ เป็นจุดเช็คอินต้องห้ามพลาดของยโสธร

ดึกดำบรรพ์กาลเมื่อก่อน ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด คนกับสัตว์พูดจาปราศรัยไต่ถามรู้ความกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา บริเวณหุบเขาและทุ่งราบกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง มีบ้านเมืองแว่นแคว้นหนึ่งตั้งอยู่ชื่อว่าเมืองชมพู แวดล้อมด้วยคูน้ำและคันดินเป็นปราการอยู่กลางทุ่งราบ ที่มีห้วยหนองคลองบึงบุ่งทามลำธารลานลาดพาดผ่าน

พระราชาผู้ครองเมืองชมพูมีนามว่า พญาเอกราช มเหสีมีนามว่า นางสีดา ข้าทาสบริวารกับไพร่บ้านพลเมืองของนางสีดา และพญา เอกราชมีมากมายนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นชนเผ่าเหล่ากอหน่อเนื้อเชื้อพันธุ์ต่างๆ กัน แต่ตั้งหลักแหล่งแห่งหนปนอยู่ด้วยกันอย่างสดชื่นรื่นรมย์อุดมสมบูรณ์ ครานั้นครั้นนางสีดามเหสีมีครรภ์แก่ครบกำหนดคลอด ก็คลอดลูกเป็นคันคาก คือคางคกตัวผู้ ผิวพรรณขรุขระน่าเกลียดน่ากลัว

การเดินทาง ไปยัง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) มาจนถึงจังหวัดสระบุรี จากนั้นให้แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา อำเภอพิมาย มาจนถึงอำเภอบ้านไผ่ แล้วแยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ มาจนถึงจังหวัดยโสธร ส่วนทางไป พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ไม่ยากเลย เปิดแมพตามมาได้เลย

หรืออีกเส้นทางนึง จากถนน ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) จังหวัดนครราชสีมา ก็ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 207 ที่บ้านวัด จนถึงอำเภอประทาย จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 202 ผ่านอำเภอพุทไธสง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ ไปจนถึงจังหวัดยโสธร

การเข้าเยี่ยมชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

พญาคันคาก-ยโสธร1

เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันจันทร์ (ปิดวันอังคาร ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) วันธรรมดา ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 15.00 – 18.00 น วันหยุดราชการ ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 13.00 – 19.00 น.ห้ามนำอาหารและ เครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก และ อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

บริเวณพิพิธภัณฑ์คันคาก มีให้บริการรถรางชมเมืองฟรี ทุกวันศุกร์-วันอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที โดยจะแวะจอด 5 สถานีด้วยกัน คือ สถานีวิมานพญาแถน สถานีวัดมหาธาตุ สถานีบ้านสิงห์ท่า สถานีบุ่งน้อยบุ่งใหญ่ และ สถานีวัดศรีธรรมาราม เลือกขึ้นกันได้ 3 เที่ยว คือ
– เที่ยวที่ 1 เวลา 09.30 น. – 10.50 น.
– เที่ยวที่ 2 เวลา 14.00 น. – 15.20 น.
– เที่ยวที่ 3 เวลา 16.00 น. – 17.20 น.

ขอขอบคุณบทความแนะแนวการท่องเที่ยวโดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ ดินแดนแห่งความฝัน

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะ 1,400 เมตร และ มียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง”

เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่าก่อน ปัจจุบันดอยอ่างขางได้เปลี่ยนสภาพจากภูเขาซึ่งถูกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และไม้ดอกเมืองหนาวมากกว่า 20 ชนิด

สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส มีชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง อาศัยอยู่โดยรอบกว่า 600 ครัวเรือนใน 6 หมู่บ้าน

ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนั้นมีข้อมูลระบุว่า เมื่อครั้งที่ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เสด็จประเทศญี่ปุ่น และทราบว่าที่ประเทศญี่ปุ่น

มีการจัดเทศกาลฮานามิ (การชมดอกซากุระ) จึงมีดำริให้มีการปลูกและรวบรวมต้นซากุระ โดยที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้นำมาปลูกไว้ในจุดต่าง ๆ ปัจจุบันภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางปลูกต้นซากุระญี่ปุ่นและเชอร์รีไต้หวันไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ต้น

ซึ่งต้นซากุระญี่ปุ่นและเชอร์รีไต้หวันของสถานีฯ อ่างขางใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด โดยอายุต้น 5-10 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มออกดอก และเนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นจึงมีอายุการปลูกยาวไปจนถึง10 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลต้น)

การเดินทางสู่ ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง


• เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง เลี้ยวซ้ายทางแยกตำบลเมืองงาย ตรงเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังศูนย์ฯ

• เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ถึง กม. 137 แยกบ้านปางควาย เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1249 ตรงไปประมาณ 25 กิโลเมตร
หมายเหตุ- ใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท (ควรเช็คสภาพเครื่องยนต์ก่อนขึ้นเขา และผู้ขับขี่ควรมีประสบการณ์ เพราะเส้นทางมีความชันมาก) หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมา 1,000 – 1,500 บาท

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสถานที่นี้

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่2

เที่ยวดอยอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยของโครงการหลวงที่เลื่องชื่อเรื่องพืชพันธุ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและทัศนียภาพอันสวยงาม และมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น เยี่ยมหมู่บ้านหลวง ,เดินป่าระยะสั้น ,ชมโรงเรือนดอกไม้ และ กิจกรรมดูนก ความมหัศจรรย์แห่งสายลมหนาวปกคลุมบนดอยสูงถูกแต่งแต้มระบายด้วยสีสันของดอกไม้งาม

ในเดือนมกราคมนี้เป็นช่วงที่ดอกซากุระญี่ปุ่น หรือ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ผลิบานทั่วทำให้ “ดอยอ่างขาง” กลายเป็นสีชมพูสุดแสนโรแมนติก ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวของคุณในช่วงวันหยุดกลายเป็นวันพิเศษถ้าได้ชม “ดอกซากุระดอยอ่างขาง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทุกคน ที่นอกจากจะมาสัมผัสอากาศอันหนาวเหน็บแล้วยังอยากพบเจอกับดอกซากุระ (พญาเสือโคร่ง) ซึ่งจะบานปีละครั้งเท่านั้น

นอกจากต้นซากุระญี่ปุ่นแล้ว ภายในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังมีแปลงและโรงเรือนต่างๆ ที่จัดแสดงพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้ศึกษาเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น แปลงบ๊วยยุคเริ่มก่อตั้งสถานีฯ โรงเรือนจัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวหลากหลายชนิด สวนไม้ดอกกลางแจ้ง เรือนกุหลาบตัดดอก สวนจัดแสดงบอนไซไม้เมืองหนาว

ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก

โดยเลือก “ดอยอ่างขาง” ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งเป็น“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”ขึ้น นับเป็นโครงการหลวงแห่งแรกของประเทศไทย จากเขาหัวโล้น ในหลวง ร. ๙ ทรงพลิกฟื้นดอยอ่างขางสู่แหล่งผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์ จากนั้นดอยอ่างขางก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

จากเขาหัวโล้นกลายเป็นแปลงพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์ และมากไปด้วยทัศนียภาพอันงดงาม ทั้งจากสภาพธรรมชาติ แปลงพืชผัก โรงเรือน และสวนประดับตกแต่งต่าง ๆ ภายในสถานี ทำให้ปัจจุบันดอยอ่างขางเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันงดงามขึ้นชื่อของเมืองไทย ที่มีผู้คนเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมสัมผัสในความงามกันไม่ได้ขาด

ที่พักและร้านอาหาร บน ดอยอ่างขาง

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่1

• บ้านพักรับรองภายในศูนย์ฯ จำนวน 18 หลัง
ขนาดพัก 2 คน ราคา 1,000-1,200 บาท/หลัง/คืน
ขนาดพัก 6 คน ราคา 1,200-1,800 บาท/หลัง/คืน
และขนาดพัก 40 คน ราคา 150 บาท/คน/คืน

• เต็นท์บริการ ขนาด 2-3 คน ราคา 150 บาท/หลัง/คืน หากรวมถุงนอนราคา 300 บาท/หลัง/คืน ขนาด 4-5 คน ราคา 300 บาท/หลัง/คืน หากรวมถุงนอน ราคา 500 บาท/หลัง/คืน กรณีนำเต็นท์มาเองคิดค่าบริการพื้นที่คนละ 20 บาท
• มีร้านอาหารและเครื่องดื่มภายในสโมสรอ่างขาง

ภูนาคำ รีสอร์ท (Phunacome Resort)

โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าไม้แบบ 360 องศา ให้ดื่มด่ำบรรยากาศเย็นสบายได้แบบชุ่มปอด โดยเน้นคอนเซ็ปต์โรงแรมสีเขียว ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมอีสาน การมีสุขภาพที่ดี และได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการโรงแรมใบไม้สีเขียว, โครงการ โรงแรมสร้างเสริมสุขภาพ, เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ, ปลูกผักปลอดสารพิษ, โครงการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก อีกทั้งมีกิจกรรมที่ให้ลูกค้าและผู้สนใจได้ทดลองทำนาบนผืนนาในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย

สวนทิพย์วนา รีสอร์ท (Suanthip Vana Resort)

การันตีคุณภาพด้วยรางวัลชนะเลิศที่พักทางภาคเหนือของไทยมาแล้วหลายปี สวนทิพย์วนาเป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาใน จ.เชียงราย และมองเห็นวิวแม่น้ำแม่ลาว ห้องพักมีทั้งแบบ Deluxe Suite และ Baan Pkakeryor หรือ Pkakeryor Villa พาวิลเลียนสไตล์ล้านนา ตกแต่งด้วยไม้สักและงานศิลปะท้องถิ่น เป็นบ้านพักส่วนตัวคล้ายที่พักชาวเขา มีระเบียงส่วนตัวรับลมคลายร้อนในตอนกลางวัน และเย็นสบายในยามค่ำคืน ส่วนที่ ร้านอาหารโตกคำ สามารถดื่มด่ำวิวภูเขาระหว่างรับประทานอาหาร และเอนหลังพักผ่อนยามบ่าย ณ วาวีบาร์ ที่จะได้อิ่มอร่อยกับเมนูของว่าง โฮมเมดเบเกอรี่ และเครื่องดื่มหลังอาหารค่ำ พร้อมเพลงคลอเบาๆ สไตล์บัลลาด

ต้องบอกว่าหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น กับการอวดโฉมของซากุระญี่ปุ่น ที่ไม่ต้องบินไปไกลก็สามารถเที่ยวชมกันได้ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต้นซากุระญี่ปุ่น และ เชอรี่ (Cherry Blossom) ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงได้นำเข้ามาปลูกทั้งจากญี่ปุ่น และไต้หวันนั้น บานสะพรั่งสีชมพูสวยไปทั้งอ่างขางกว่า 5,000 ต้นแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตามจุดต่างๆ

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวโดย ufabet.com

Categories
Blog

หมู่เกาะกำ ระนอง

หมู่เกาะกำ-ระนอง

หมู่เกาะกำ ระนอง อาหารทะเลสด น้ำใสสุดๆ

หมู่เกาะกำ ระนอง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแหลมสน อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เป็นหนึ่งในหมู่เกาะแถบทะเลอันดามัน ที่สวยไม่แพ้เกาะชื่อดังอื่นๆเลย แต่ก็เพราะไม่ได้เป็นสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวนี่แหละ ธรรมชาติของที่นี่จึงคงความสวยงาม และ อุดมสมบูรณ์มากๆไว้อยู่ แถมยังเงียบสงบมากๆ

หมู่เกาะกำ ระนอง เป็นเกาะที่สวยงาม มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์อยู่เกือบรอบเกาะ หมู่เกาะกำเป็นหมู่เกาะที่อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ แหลมสน  มีเกาะกำใหญ่เป็นเกาะศูนย์กลางและรายล้อมด้วย เกาะกำนุ้ย เกาะกำกลางเกาะกำตก เกาะค้างคาว เกาะล้าน เกาะกำหนุ่ย

เกาะกำเป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่ ที่มี หาดทรายขาวละเอียด เหมาะแก่การเล่นน้ำ ดูปะการัง คงสภาพสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณ สัตว์ป่า และ บ้านแหลมนาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเกาะ มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ และ ทำประมงชายฝั่ง ที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเดิมๆไว้ได้อย่างสมบูรณ์

และ หาดประพาส เป็นหาดทรายกว้าง เต็มไปด้วยทิวสน และ ลานหญ้า อยู่ปากคลองกำพวน เหมาะแก่การพักผ่อน และ หาดอ่าว เคยมีสภาพป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยพันธุ์ไม้ และ สัตว์ป่าหลายชนิด และ ยังมีป่าชายเลนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก เหมาะสำหรับการเดินป่า

พื้นที่ของหมู่เกาะ ส่วนใหญ่ อยู่ในแนวน้ำตื้น น้ำทะเลลึกไม่เกิน 7 เมตร มีเพียงเกาะค้างคาว ที่อยู่ในแนวน้ำลึก ทะเลรอบเกาะมี ความลึกประมาณ 10 เมตร จากหาดบางเบน จะมองเห็นเกาะเรียงจากซ้าย ไปขวาเรียงกันไปเริ่มจากหมู่เกาะกำนุ้ยอยู่ด้านซ้ายสุด ถัดมาเป็นหมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะกำใหญ่อยู่ถัดไป

เกาะค้างคาว หมู่เกาะกำ ระนอง

หมู่เกาะกำ-ระนอง1

มีหาดทรายขาวละเอียด ที่นี่ เป็นจุดที่เรือนิยมพามาดำน้ำ มาถึงเกาะค้างคาว ในช่วงเช้าถือว่าคลื่นแรง น้ำไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ มองไปยังฝั่งทะเลฟ้ายังเป็นสีขาว และ ย้อนแสง ซึ่งต่างจากครั้งก่อน ที่เคยมาในช่วงบ่ายแดดกำลังจัดพระอาทิตย์ ส่องทำมุมไปยังฝั่งทะเล ทำให้ได้ท้องฟ้าสีฟ้าพอดี

ถึงแม้คลื่นจะแรงกระทบฝั่ง แต่เราก็ยังเห้นความสวยใวของน้ำทะเลอยู่บ้าง ส่วนในเรื่องของความเงียบสงบก็ยังยกให้เป็นที่หนึ่ง ทั้งเกาะในตอนนี้มีเพียงแค่พวกเรา 10 คนเหมือนเดิม ชายหาดด้านหน้า และ ฝั่งตะวันออกเป็นหาดทรายที่ขาวละเอียด นุ่มเท้า

เป็นเกาะใกล้ชายหาดบางเบนมากที่สุด และ จะเป็นฉากหลังให้กับภาพพระอาทิตย์ตกดิน ในการท่องเที่ยวหมู่เกาะกำ เรือจากหาดบางเบนจะถึงเกาะค้างคาว เป็นอันดับแรก ใช้เวลาเดินทาง ด้วยเรือหางยาวเล็กประมาณ 40 นาที หรือ 15 นาทีด้วยเรือแบบสปีดโบ๊ต

ด้านหน้าของเกาะ ทางทิศตะวันออก เป็นหาดทรายด้านเดียวของเกาะที่มีทรายขาวละเอียด ที่เกิดจากสลายตัว ทับถมกัน ของเหล่าปะการัง มีร่มเงาของต้นจิกทะเล และ ต้นหูกวาง ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา เป็นจุดพักผ่อนที่ดียิ่ง น้ำทะเลใสมากจนสามารถมองเห็นพื้นทราย

ด้านเหนือของเกาะ จะเป็นหาดหินกลมมน เรียงราบเต็มไปทั้งหาด ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า หาดหินงาม ตรงหัวเกาะด้านเหนือนี้ มีปะการังเขากวาง ที่พอจะดำผิวน้ำดูได้ โดยที่พื้นที่เกาะค้างคาว อยู่ในแนวน้ำลึก ทะเลรอบเกาะ มีอยู่ปลาชุกชุม จึงเป็นแหล่ง ที่นักตกปลาของชมรมนักตกปลาของระนองนิยมมาเที่ยวและตกปลา

เกาะกำตก

หมู่เกาะกำ-ระนอง2

อยู่ถัดมาทางใต้ของเกาะค้างคาว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีด้วยเรือหางยาวเล็ก เป็นที่ตั้ง ของหน่วยพิทักษ์อุทยาน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่ดูแลรักษาและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ด้านหลังเกาะด้านตะวันตกเป็นชายหาดที่โค้งอ่าวที่เกือบโอบโค้งมาติดกันเป็นรูปวงกลมตามแนวเหนือ-ใต้ ด้วยธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์นี้เอง ชาวเรือจึงเรียกเกาะนี้ว่า เกาะอ่าวเขาควาย

ตามแนวชายหาดมีต้นหูกวางและต้นจิกทะเลคอยให้ร่มเงา บนหาดมีปูเสฉวนอาศัยอยู่จำนวนมาก ในตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงของปูเสฉวนที่ออกมาหากิน พ้นจากโค้งหาดด้านใต้ของเกาะ จะมองเห็น เกาะกำนุ้ย อยู่ทางซ้ายมือไม่ไกลมากนัก เมื่อมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงลงไปทางใต้ และจะมองเห็น เกาะกำใหญ ่ ทางขวามือ เมื่อมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เกาะกำใหญ๋เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะกำ


หน้าเกาะด้านตะวันออกมีหาดทรายยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ทอดยาวจากด้านเหนือมาทางใต้ แล้วทอดโค้งไปทางตะวันตก ตลอดแนวชายหาดมีสนทะเลขึ้นเรียงเป็นแนวให้ร่มเงา เกาะกำตกมีบ้านพักรับรอง 1 หลัง เป็นแบบเรือนแถวแบบ 4 ห้อง และยังมีเต็นท์ให้เช่า มีร้านค้าและร้านอาหารสวัสดิการที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางวัน

รวมทั้งห้องน้ำที่สะอาด สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องค้างแรมบนเกาะต้องติดต่อที่สำนักงานของอุทยานแหลมสน ที่หาดบางเบนก่อน เพื่อแจงความประสงค์ขอพักแรมและจองที่พัก นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนนอนฟังเสียงคลื่นลมที่ชายหาดใต้ร่มเงาสนทะเล หรือมาว่ายน้ำชมปะการังน้ำตื้น

เกาะญี่ปุ่น หรือ เกาะกำกลาง 

หมู่เกาะกำ-ระนอง3

เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหมู่เกาะกำ ตั้งอยู่กึ่งกาง ระหว่างเกาะกำใหญ่ ทางทิศตะวันออก และ ทิศตะวันตก ของเกาะกำนุ้ย รูปร่างของเกาะเป็นภูเขาเล็กๆ โดยมีแนวชายหาดอยู่ทางด้านหน้าของเกาะ ทางทิศ ตะวันออก เกาะญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ชายหาดของเกาะญี่ปุ่นมีทรายที่ขาวละเอียด นุ่มเท้า นอกจากนี้ยังมีีน้ำทะเลที่ใสสะอาดจนมองเห็นพื้นทรายสามารถ เดินเที่ยวตามชายหาดได้รอบจนถึงด้่านgหนือของเกาะที่อยู่ใกล้ กับเกาะเล็กๆอีกเกาะหนึ่ง นอกจากนี้รอบเกาะยังพอมีแนวปะการังดำน้ำ ชมได้แต่มีจำนวนไม่มา

ประวัติความเป็นมา และ ข้อมูลเพิ่มเติม

ตามประวัติเล่าว่าเกาะนี้เคยมีชาวญี่ปุ่นมาเลี้ยงหอยมุก หรือบ้างก็ว่าทหารญี่ปุ่นเคยใช้เกาะนี้เป็นที่ประกอบอาหารส่งเสบียงไปให้แก่ทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่ใช้จังหวัดระนองเป็นเส้นทางเดินทัพผ่านไปยังประเทศเมียนมาร์ จึงได้ชื่อว่าเกาะญี่ปุ่นนั่นเอง

การเดินทางไปหมู่เกาะกำ

จากตัวเมืองระนองใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ก่อนถึงอำเภอกะเปอร์จะมีป้ายให้เลี้ยวเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ท่าเรือบางเบน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถนั่งรถสองแถวจากหน้าบขส. หรือตลาดเทศบาลเมืองระนอง จะมีรถไปอำเภอกะเปอร์ออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 06.00 – 17.00 น. ค่ารถคนละ 50 บาท ลงที่ปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน

จากนั้นต้องอาศัยความสามารถในการโบกรถไปที่ท่าเรือใช้เวลาประมาณ 10 นาที หรือติดต่อบริษัทเรือให้มารับ หรือจะเหมารถสองแถวจากตัวเมืองก็ได้ราคาแล้วแต่จะตกลงกัน

แนะนำว่าให้ขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือบางเบน เพราะใกล้และสะดวกที่สุด โดยติดต่อเรือกับทางอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งค่าบริการเรือหางยาวจะอยู่ที่ 2,000-2,500 บาท

ขึ้นอยู่กับจำนวนเกาะและเวลา นั่งได้ประมาณ 10-12 คน พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำตื้น และเสื้อชูชีพ ที่พี่คนขับเรือจะให้เราใส่ตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือเลย ปลอดภัยสบายหายห่วงแม้ว่ายน้ำไม่เป็น

แนะนำห้องเช่า หมู่เกาะกำ ระนอง

โกเมน วิลล่า

ราคา 200 บาท อยู่ถนนทางเข้าหาดบางเบน มีบ้านพักแบบบังกาโล
ที่อยู่ : ถนนไปหาดบางเบน 200เมตรก่อนถึงประตูทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

อันดามันพีช รีสอร์ท

ราคา 600 – 1500 บาท อยู่ติดชายหาดบางเบน แยกขวามือก่อนเข้าที่ทำการอุทยานฯ ถนนไปบ้านม่วงกลวง ประมาณ 2 กม. จะมีป้ายบอกทางซ้ายมือ มีบ้านพักแบบบังกาโลและอาหารบริการและยังมีบริการเรือเร็วนำเที่ยวเกาะแก่ง-ปะการัง-ตกปลา
ที่อยู่ : 11/2 หมู่ 4 ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

วาสนา รีสอร์ท

ราคา 250 และ 500 บาท อยู่ทางเข้าหาดบางเบน มีอาหารบริการและบริการเรือนำเที่ยวเกาะในเขตอุทยาน
ที่อยู่ : ถนนไปหาดบางเบน 200เมตรก่อนถึงประตูทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

ขอขอบคุณบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว โดย ufabet.com

Categories
Blog

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย ดินแดนแห่งความฝัน

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย ปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและ ที่เพิ่งเปิดล่าสุด ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยว ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่จัน เชียงราย ก่อนถึงบ้านเทอดไทย ซึ่งเป็นไร่ชาแห่งที่ 2 เปิดได้ประมาณ 2 ปีกว่า มีพื้นที่กว้างมากๆ และ ได้บรรยากาศ ของ ธรรมชาติที่ไร่ชา และ ที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ปลูกโค้งวนไปตามไหล่เขา

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย มีนักท่องเที่ยวมากมาย ที่หลั่งไหลกันเข้ามา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะถ่ายภาพ และ ชมความงามได้หลายจุด นอกจากจะได้รับชมทัศนียภาพ ที่สวยงาม ของไร่ชาแล้ว ที่นี่ ยังมีร้านอาหาร และ เครื่องดื่ม เบอเกอรี่ แสนอร่อยให้บริการกับลูกค้าที่แวะเวียนมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้

มีเมนูเด็ด และ เมนูยอดนิยม เช่น ยำทูน่า สปาเก็ตตี้ยูนาน หมั่นโถวใบชานุ่ม ชาเขียว ชาเย็น เค้กชาเขียว และ เค้กช๊อกโกเลตต่างๆ ซึ่งจะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว และ ชมไร่ที่สวยงาม และ เส้นทาง ของการเดินทาง ไปถึงไร่ ค่อนข้างสะดวก เป็นถนนราดยางตลอดทั้งเส้น

ทางอีกแห่งหนึ่ง คือ ไร่ชาฉุยฟง ที่เปิดในช่วงแรก เป็นไร่ดั้งเดิม สวนชาตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ในภูมิประเทศแถบเทือกเขาสูง จากระดับน้ำทะเลกว่า 1,200 เมตร มีความสวยงามของไร่ชา ที่กว้างใหญ่ โดยจะปลูกโค้งวนตามสันเขา และ ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ซึ่งดูสวยงามแปลกตาดี

เส้นทางในการเดินทาง ค่อนข้างโค้งชัน และ แคบ พอสมควร แต่รถทุกชนิดสามารถเข้าได้ และ ไร่ชาที่แม่ฟ้าหลวง ไม่มีร้านอาหารให้บริการมมีแต่เพียงบรรยากาศของไร่ชา เพื่อให้นักท่องเที่ยว ได้ชมไร่แห่งนี้ เป็นสถานที่ถ่ายทำละคร หลายเรื่องกันเลยทีเดียว จนทำให้ ไร่ชาฉุยฟง เป็นที่รู้จัก แก่นักท่องเที่ยวมากขึ้นในปัจจุบัน

ความเป็นมาของ ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย1

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชดำริ ส่งเสริมให้ประชากร มีอาชีพการเกษตร ด้วยโอกาสนี้ คุณทวี วนัสพิทักษกุล ได้ริเริ่มการปลูกใบชา โดย ได้ก่อตั้งโรงงานชาฉุยฟง จำกัด เมื่อปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ.2522) ในเขตพื้นที่ หมู่บ้านพญาไพร ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในสมัยนั้น โดยได้รับการสนับสนุน แนะนำจากโครงการหลวงฯ และ ได้รับประสานความช่วยเหลือ จากสมาคมช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากจีนไต้หวัน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ปลูกใบชา ในพื้นที่ อากาศอันเหมาะสมแห่งนี้ จนได้รับความเจริญก้าวหน้า มาโดยตลอด

เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา คุณทวี วนัสพิทักษกุล ได้ขยายกิจการ โดยชักชวนมวลชน ในหมู่บ้านพญาไพร และ ใกล้เคียง ได้เข้าร่วม โครงการปลูกชาพันธ์ดี เพื่อนำผลผลิต เข้าสู่โรงงานของบริษัทชาฉุยฟง จำกัด ซึ่งได้เข้าร่วมมือกันขยายพื้นที่ปลูกชาประมาณ 300 ไร่ในเวลาขณะนั้น บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้รับความช่วยเหลือ จากสมาคมช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยแห่งจีนไต้หวัน ได้มอบต้นกล้าชาอู่หลง ซึ่งเป็นชาพันธุ์ดี จำนวน 360 ต้น มาเพาะขยายกล้าพันธุ์ พร้อมได้รับคำแนะนำ จากผู้เชียวชาญ ในระยะเวลาดังกล่าวบริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้พัฒนาไร่ชา จนกลายเป็นแบบอย่างของการเกษตรในพื้นที่ภูเขาสูง และ มีผู้เข้าโครงการกับ บริษัทชาฉุยฟง จำกัด จากพื้นที่ใกล้เคียงมากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาการในเขตพิ้นที่บริการตามโครงการของ บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ดีขึ้นกว่าเดิม

แนะนำข้อมูลเพิ่มเติม

ไร่ชาฉุยฟง เป็นไร่ชาที่อยู่ตามแนวภูเขา ซึ่งกิจกรรม ที่นักท่องเที่ยวนิยมกันเป็นอย่างมาก คือ การเดินถ่ายรูปในไร่ชา ใครที่ชอบจิบชา หรือ กาแฟ ท่ามกลางธรรมชาติต้นไม้เขียวขจี และ บรรยากาศเป็นแบบ อากาศหนาว

อากาศหนาวๆที่ไร่ ไม่ทำให้ ทุกคนผิดหวังแน่นอน หากหน้าหนาวนี้ ใครกำลังมองหาที่พัก บรรยากาศฟินๆ และ ที่พักที่น่าสนใจใกล้ๆ ขอแนะนำที่พักให้กับ นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทาง มาเที่ยวชม ที่ไร่ชา เพื่อเป็นประโยชน์ของกับนักเดินทางมาเที่ยว พักผ่อน และ สำหรับที่พักที่จะแนะนำ มีดังต่อไปนี้

เดอะ วรรณ รีสอร์ท (The One Resort)

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย2

ตั้งอยู่ในแม่สาย ไม่ไกลจากไร่ชาฉุยฟง ให้บริการห้องพัก ปรับอากาศที่สามารถมองเห็น วิวสวน และ ภูเขา มีตู้เสื้อผ้า พื้นที่นั่งเล่น โทรทัศน์ดาวเทียมจอแบน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและพื้นที่ฝักบัว และตู้เย็น ที่พักมีลานระเบียง มีบุฟเฟต์อาหารเช้าให้บริการทุกวันและอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี

ราคา: เริ่มต้น 700 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 8.6/10

สวนชา ที การ์เด้น (Suancha Tea Garden)

ไร่ชาฉุยฟง3

ให้บริการที่พักแบบบังกะโลที่สะดวกสบายพร้อมวิวภูเขาและไร่ชา ในห้องพักมีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ มีระเบียงส่วนตัว ตู้เย็นและห้องน้ำในตัวมีฝักบัว มีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี ในพื้นที่ส่วนกลางของรีสอร์ท มีพื้นที่จอดรถในสถานที่ มีบริการอาหารไทยท้องถิ่นสำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็นเมื่อแจ้งความประสงค์ และมีร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่งอยู่ห่างจากที่พักแห่งนี้ด้วยการเดินทางโดยรถยนต์ไม่เกิน 5 นาที

ราคา: เริ่มต้น 800 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 9.0/10

เบดไทม์ สตอรี่ (Bedtime Story)

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย4

ตั้งอยู่ใกล้ทางขึ้นดอยตุง และไม่ไกลจากไร่ชาฉุยฟง มีตลาดสดอยู่ตรงปากซอยทางเข้าที่พัก ให้บริการที่พักสะอาดพร้อมระเบียงส่วนตัว มีแผนกต้อนรับตลอด 24 ชม. เลานจ์ส่วนกลาง มีพื้นที่จอดรถส่วนตัวฟรี จักรยานสำหรับใช้งานฟรี และบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรีในทุกพื้นที่ ห้องพักทุกห้องมีพื้นที่นั่งเล่น โทรทัศน์จอแบนพร้อมช่องดาวเทียม ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี เครื่องปรับอากาศและโต๊ะทำงาน

ราคา: เริ่มต้น 500 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 8.8/10

ขอขอบคุณบทความสถานที่ท่องเที่ยว โดย ufabet.com

Categories
Blog

เกาะมุก

เกาะมุก

เกาะมุก ที่สุดของสเน่ห์ ธรรมชาติ

เกาะมุก เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของทะเลตรัง การเกาะมุกยังคงสงบเงียบ คงความเป็นธรรมชาติ และ วิถีชีวิตของชาวเกาะ ทำให้ เกาะมุกดูมีเสน่ห์เอามากๆเลยที่เดียว และ สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ชอบความวุ่นวายใดๆ เพราะแม้จะเป็นเกาะมุก เปิดให้ท่องเที่ยว แต่ว่าวิถีชีวิต ของชาวบ้านบนเกาะ ก็ยังคงดำเนินต่อไป ให้เราได้ชื่นชม ทั้งวิถีชีวิตของชาวประมง และ วิถีของชาวสวนยางพารา และ สวนมะพร้าว และชาวบ้านที่นี่ก็ยังดำเนินชีวิต ไปตามแบบฉบับเดิม ที่เคยมีอยู่ แต่ก็จะมีเพิ่มเติมก็ในส่วนของ กิจการร้านอาหาร รีสอร์ทบ้านพัก โฮมสเตย์ ที่เข้ามาบริการนักท่องเที่ยวที่ แวะมาเยี่ยมเยือนก็เท่านั้น

พื้นที่และที่ตั้ง

ห่างจากท่าเรือ ควนตุ้งกูประมาณ 9 กิโลเมตร อยู่ห่างจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาดหาดเจ้าไหม การเดินทาง จากท่าเรือควนตุ้งกู มีเรือโดยสาร ออกวันละเที่ยวช่วงเช้า หรือ จะเหมาเรือหางยาวขนาดใหญ่ ไปก็ได้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ขึ้นเกาะมุก ที่ท่าเรือสะพานยาว ด้านหน้าเกาะ จากนั้น ต้องเช่าเรือหางยาว เพื่อไปเที่ยวถ้ำมรกต ซึ่งอยู่ ด้านหลังเกาะ หรือ จะเลือกใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ One Day Tour ที่ท่าเรือปากเมงก็ได้

จุดเด่น

เกาะมุกเป็นเกาะที่ใหญ่ เป็นอันดับที่ 3 ของท้องทะเลตรัง มีชุมชนชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่บนเกาะมานานแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ ยังทำประมงขนาดเล็ก ด้วยเรือหางยาว มีจำนวนเรือ มากกว่าเกาะอื่นๆ รวมถึงสวนยางพารา และ สวนมะพร้าวด้วย จุดเด่นของเกาะมุก คือ ถ้ำมรกต ถ้ำน้ำเล็กๆ ซึ่งมึความยาวประมาณ 80 เมตร

นักท่องเที่ยว ต้องลอยตัว ฝ่าความมืด เพื่อเข้าไปพบกับห้องโถงไร้หลังคาขนาดใหญ่ ภายในนี่เอง เรียกว่าถ้ำมรกต น้ำทะเลภายในห้องโถงนี้มีสีเขียวใส ราวมรกตทรายก็ขาว ละเอียดมาก เหมาะแก่การพักผ่อนชมทัศนียภาพ อย่างยิ่ง นอกจากถ้ำมรกตแล้ว

และ เกาะยังมีชายหาด ที่สวยงามด้วย ส่วนใหญ่ฝรั่ง จะชอบไปพักค้างคืนกันหลายๆคืน เพราะบรรยากาศเงียบสงบ เม็ดทรายละเอียด ขาวสะอาด น้ำทะเลใส สามารถเดินเล่น ไปตามชายหาดต่างๆ ตามถนนสายเล็กๆ ที่เชื่อมกัน แต่ละ หาดสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ตกได้อย่างสวยงามอีกด้วย

ฤดูกาลที่เหมาะสม 

ได้ทุกฤดู เพราะ อยู่ใกล้ฝั่งเช่นเดียวกับเกาะลิบง แต่การเดินทางสู่แหล่งอื่นๆ ของทะเลตรังควรตรวจสอบอากาศให้ดี เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ เดือน ธ.ค.-พ.ค. ก่อนเดินทางควรเช็คสภาพอากาศทุกครั้ง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

สิ่งอำนวยความสะดวก 

บนเกาะมีเส้นทางเชื่อมต่อ ถึงกันเกือบรอบเกาะ ส่วนใหญ่ใช้วิธี เดินเท้า จักรยาน และ มอเตอร์ไซค์ มีร้านค้าขายของชำ ร้านอาหารท้องถิ่น มีตลาดนัดที่ท่าเรือ อ่าวพังกาทุกวันพุธ ยังไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ได้บางจุด

เช่ารถมอเตอร์ไซด์ คุณสามารถ เช่ารถมอเตอร์ไซด์ได้ในราคา​ 250​ บาทต่อวันพร้อมน้ำมันได้จากร้าน PK มินิมาร์ท​คุณจะเห็นร้านตั้งอยู่ทางขวามือหลังจากที่คุณขึ้นมาจากท่าเรือ

เงิน ที่นี่ไม่มีตู้ ATM แต่คุณสามารถถอนเงินสด จากบัตรของคุณได้จากร้าน PK มินิมาร์ท​ โดยคิดค่าบริการ ประมาณ 5% เราจึงขอแนะนำ ให้คุณพกเงินสดมาที่เกาะมุกเลยจะดีกว่ามากๆ

7/11 ที่นี่ไม่มีร้าน 7/11 มีแต่ร้านมินิมาร์ทในพื้นที่เท่านั้น​ ซึ่งสินค้ามีราคาแพงกว่าเล็กน้อย​และได้ทำให้ร้านค้าและบริเวณใกล้เคียง มีลูกค้าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ที่มาแวะซื้อของกินและเครื่องดื่มจากร้านขายของชำ

โรงพยาบาล ที่นี่มีคลินิกในหมู่บ้านซึ่งรักษาอากาป่วยที่ไม่รุนแรง​ หากเป็นอาการป่วยที่รุนแรง​ คุณต้องเข้าไปในเมืองตรัง​ เพื่อรักษาโดยฝีมือแพทย์ที่มีเครื่องมืออำนวยสะดวกและปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวที่เกิดอันตราย

วิธีเดินทางมายังเกาะมุก

เดินทางจากกรุงเทพ​มหานคร มีเที่ยวบิน​ AirAsia บินจากกรุงเทพ​ ฯ​ ถึงจังหวัดตรัง​สามเที่ยวบินต่อวัน​โดยใช้เวลาประมาณ​ 90​ นาที

เดินทางจากสนามบินตรัง

วิธีที่ง่ายที่สุด ในการเดินทาง จากสนามบินตรัง มาที่เกาะมุก ก็คือ การนั่งรถตู้ และ ต่อเรือข้ามฟาก รถตู้จะออกช่วงเดียว กับเวลาที่เที่ยวบิน AirAsia จากกรุงเทพ​มหานคร มาถึงในช่วงเช้า​ โดยรถตู้จะใช้เวลาประมาณ​ 2 ช่วงโมงในการเดินทางถึงเกาะอย่างสะดวกสบาย

เกาะมุก สิวาลัย บีช รีสอร์ท

เกาะมุก1

เป็นจุดหมายปลายทางในฝัน ที่แท้จริง ตั้งอยู่ทางตะวันออก ของเกาะมุกที่สามารถมองเห็น วิวทะเลทั้งสองด้าน และ นักท่องเที่ยว จะได้เพลิดเพลิน กับ พระอาทิตย์ ขึ้นที่น่าประทับใจ จากชายหาด รีสอร์ทแห่งนี้ให้บริการบังกะโลที่สวยงาม 60 หลัง

ผสมผสานการออกแบบอย่างมีรสนิยม ในโทนสีเขตร้อน และ ความสะดวกสบายระดับ 5 ดาว พร้อมทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติและความสงบ บริการที่นำเสนอและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมกับทำเลที่สะดวกทำให้รีสอร์ทเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทาง

ข้อมูลของห้องพัก

เกาะมุก2

บ้านพักสไตล์ไทย 48 หลัง ทอดยาวไปตามชายหาดและซ่อนตัวอยู่ในป่าเขตร้อน มีหลังคาหญ้าแบบดั้งเดิม ใช้ไม้ท้องถิ่นและการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัยที่แสนสบาย วิลล่าทุกหลังมีระเบียงส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยเก้าอี้นอนเพื่อเอนกายและเพลิดเพลินไปกับสภาพแวดล้อมของสวรรค์ วิลลากว้างขวางได้รับการตกแต่งแบบไทย ๆ ทางภาคใต้อย่างอบอุ่น โทนสีการตกแต่งที่มีคุณภาพ เครื่องปรับอากาศและฝักบัวน้ำอุ่น บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ล็อบบี้

บนเกาะมีผู้คนอยู่อาศัยเป็นหมู่บ้าน 3 แห่ง มีชายหาดที่สวยงามรูปแบบต่างๆ ถึง 3 หาด คือ

เกาะมุก 3

หาดฝรั่ง 

เป็นหาดที่มีที่พักเรียงรายหลายหลัง และหลายเจ้าของ วางตัวอยู่บนหาดทรายสีขาวนวลกว้างใหญ่ มีชุมชนนักท่องเที่ยวฝรั่งขนาดใหญ่ มีบริการทางการท่องเที่ยวต่างๆ หลากหลาย นักท่องเที่ยวจากเกาะมุกย่านนี้ตระเวนท่องเที่ยวไปในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วทั้งทะเลตรัง

หาดสบาย 

เป็นหาดทรายสีนวล มีจุดเด่นด้านความเงียบสงบ แทบทุกวันที่นี่จึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักสงบมาจอดเรือแวะพักเล่นน้ำ อาบแดดกันสบายๆ เป็นการละทิ้งโลกที่ยุ่งเหยิงเข้าสู่โลกส่วนตัวที่สงบงามไม่ซ้ำใครแต่หาดที่กำลังมาแรง ก็คือ

ปลายแหลมด้านที่หันเข้าหาฝั่ง ที่ตรงนั้นเป็นรีสอร์ตเอกชนระดับห้าดาว ชื่อเกาะมุกศิวาลัย จุดเด่นของมุมเล็กๆ ที่เกาะมุกตรงนี้อยู่ที่ที่พักอันงดงาม ในบรรยากาศสบายๆ ของหาดทรายชายทะเลสีขาวสะอาด

ถ้ำมรกต 

คือ เวิ้งถ้ำที่มีลักษณะเป็นทะเลใน มีน้ำทะเลใสสีมรกต และหาดทรายสีขาวอยู่ภายในถ้ำ หากไม่ว่ายน้ำเข้าไป และไปไม่ถูกช่วงเวลาน้ำลง ก็คงจะไม่พบกับความหัศจรรย์ งดงามของหาดแห่งนี้

อาหารและเครื่องดื่ม

Hilltop ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ใกล้หาดชาลี เจ้าของร้านจะเล่าเรื่องมากมายให้คุณฟัง อีกทั้งอาหารครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเมนูก็ไม่มีขายอีกด้วย แต่เจ้าของร้านจะเสิร์ฟอาหารให้คุณเยอะมาก จนคุณออกจากร้านแบบไม่หิวโหยเลย

Koh Mook City Center ที่นี่มีอาหารทะเลที่อร่อยที่สุดบนเกาะมุก เราซื้อบาร์บีคิวปลาหมึกจากร้านนี้ครับ เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ลองชิมผัดหมึกน้ำดำแบบท้องถิ่น

Charlie Bar เป็นร้านที่เหมาะสำหรับการดื่มเบียร์พร้อมชมพระอาทิตย์ตกที่หาดชาลี

Ma Kin Ni ร้านอาหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ที่นี่มีแกงใต้ใส่กุ้งและน้ำปั่นผลไม้หวานน้อยที่อร่อยมาก

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวทั่วไทยโดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก unseen thailand

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก แห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านสวนชมวิวภูรักไทย หนึ่งในโฮมสเตย์ของหมู่บ้านรักไทยที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้น และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และได้ลองสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบเป็นกันเอง มีบริการทั้งบ้านพักและลานกางเต็นท์ โดยที่ หมู่บ้านรักไทยจะมีโฮมสเตย์ อยู่หลายแห่งทีเดียว แต่หาก อยากจะมานั่งชิงช้า ชมวิวสวยๆ ต้องมาที่ บ้านสวนชมวิวภูรักไทย ที่นี้ที่เดียว

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก จากจุดชมวิว ที่นี้สามารถ มองออกไป เห็นทิวเขาและ พื้นที่ราบรอยต่อของ 5 จังหวัด คือ นครสวรรค์ ลพบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ และ พิษณุโลก ไกลสุดสายตา แม้ว่า วันที่เราไปนั้น ทัศนวิสัยอาจจะ ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่การได้ขึ้นไป ชมวิวบนชิงช้าต้นไม้ นั่งเล่นบนชิงช้า ลมเย็นสบาย ก็รู้สึกฟินไม่น้อย ช่วงเวลาที่แนะนำ ควรให้มามากที่สุดเลย ก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาว

สถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญอีกแห่ง ของ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยว ที่มาสัมผัสอากาศเย็นและ ชมทัศนียภาพของเขาค้อ และ ภูทับเบิก คือ การนั่งชิงช้าต้นไม้ ชมดาวบนดิน และ ดาวบนท้องฟ้า และความสวยงามของทิวทัศน์ที่กว้างไกล นอกเหนือจากดวงดาวบนท้องฟ้านับล้านดวงแล้วจากจุดที่พักในหมู่บ้าน บ้านรักไทย ยังสามารถมองเห็นดาวบนดินหรือแสงสว่างจากตัว อ.เนินมะปราง สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และหนาวเย็นในช่วงวันหยุดเป็นอย่างมาก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก ที่บ้านรักไทย

ตั้งอยู่ในบ้านสวนชมวิวภูรักไทย หนึ่งใน Homestay ของหมู่บ้านรักไทยที่ประชาชนด้วยกันจัดขึ้น แล้วก็เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และก็ได้ สัมผัสกับวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบเป็นกันเองมาก และมีบริการทั้งยังที่พัก (House) รวมทั้งลานกางเต็นท์ (Camping ground) ซึ่งที่หมู่บ้านรักไทยจะมี Homestay อยู่หลายที่ทีเดียว แม้กระนั้นถ้าหากต้องการจะมานั่งชิงช้า (swing) ดูทิวทัศน์ที่สวยงามๆ ของแนะนำต้องมาที่บ้านสวนดูวิวภูรักไทยที่นี้ที่เดียว

กลุ่ม “โฮมสเตย์บ้านรักไทย” มีชาวบ้านในหมู่บ้าน บ้านรักไทย เข้าร่วมเป็นสมาชิกมากกว่า 10 ราย สามารถรองรับนับท่องเที่ยวได้นับ 1,000 คน โดยทุกแห่งได้จัดเตรียมความพร้อมไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและความสวยงามของธรรมชาติตลอดช่วงฤดูหนาวปีนี้

จุดชมวิวเนินมะปราง 

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก1

นั้นตั้งอยู่ ที่จังหวัดพิษณุโลก คำว่าเนินมะปรางเป็นชื่ออำเภออีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกนั่นเอง ซึ่งเป็นอำเภอที่ไม่ได้กว้างขวาง แต่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง โดยอำเภอนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป68กิโลเมตร อยู่ห่างไกลจากความแออัดของชุมชนเมือง จึงได้ความรู้สึกแบบสดชื่น และเหมาะกับการไปพักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อนๆ เพราะเป็นสถานที่ที่สวยงาม เต็มไปด้วยธรรมชาติ

แนะนำเพิ่มเติม

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก2

สำหรับใครที่มีโอกาส ได้ไปเที่ยวพิษณุโลก ก็จะพลาดไม่ได้เด็ดขาดกับการเข้าไปนั่งชิงช้าต้นไม้ ถ่ายรูปสวยๆ ที่บ้านสวนชมวิวภูรักไทย บอกเลยว่า ที่นี่ถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม และ เป็นการนั่งชิงช้าที่หวาดเสียวที่สุด และ สามารถมองออกไป 360 องศา

ที่บ้านชมวิวและโฮมสเตย์บ้านรักไทย ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักในตัวเดียวกันเลยล่ะ มันฟินตรงที่ได้ไปกางเต๊นท์นอนอยู่กลางต้นไม้ ท่ามกลางทิวทัศน์ป่าเขา ซึ่งที่นี่ก็มีทั้งแบบกางเต๊นท์และก็แบบที่เป็นบ้านพัก หรือถ้าไม่ได้พักเขาก็อนุญาตให้ไปถ่ายรูปเล่นบนชิงช้าต้นไม้ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 20 บาท

หากเพื่อน ๆ นำเต๊นท์มาเอง จะเสียค่าที่เพียง 100 บาท หรือถ้าใช้บริการเต้นท์ของรีสอร์ทจะราคา 200 บาท ถือว่าไม่แพงและคุ้มมาก ๆ กับวิวที่เราจะได้สัมผัส และที่สำคัญมันมีอยู่เพียงต้นเดียว ทำการการแข่งขันในการมาจองที่ค่อนข้างสูง จองก่อนมีสิทธิ์ก่อน ซึ่งคะเนจากสายตาแล้วน่าจะได้ประมาณแค่ 3 เต๊นท์เท่านั้น

ข้างบนต้นไม้นั้น ทางรีสอร์ทเขาได้ทำที่เสียบปลั๊กไว้ด้วย สามารถชาร์จแบตกล้อง หรือ พาวเวอร์แบงค์ได้สบายสะดวกสบายสุดๆเลย และแถมเปิดเต๊นท์มาตอนเช้าๆ ยังมีโอกาสเจอกับทะลหมอกสวยๆ อีกและ ขอบอกเลยว่าของถูก และ ดียังมีอยู่จริงแน่นอน

กิจกรรมต่างๆ ที่ ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

นอกจากชิงช้าต้นไม้แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนุกให้ทำอีกมากมาย ตั้งแต่สลิงโล้ชิงช้า ที่คนกลัวความสูงก็เล่นได้ เพราะว่าสูงไม่มากและไม่ชัน ส่วนที่สนุกสุดๆ ก็คือการโล้ชิงช้า ที่ให้เพื่อนๆ ได้จับเชือกไกวกันตามใจชอบ แถมคนที่ขึ้นไปนั่งบนชิงช้าก็ยังได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามจากด้านบน รับลมเย็นๆ สบายสุดๆ

และที่นี่ยังมีกิจกรรม การนั่งรถเที่ยว เป็นรถสามล้อพ่วงข้างที่จะพานักท่องเที่ยวไปชมวิวชมสวน ธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ และฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และหากใครไปเที่ยวช่วงหน้าฝน ที่นี่จะมีหิ่งห้อยให้ได้ชมกันอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ยังมีอะไรเด็ดๆ ที่อยากให้เพื่อนๆทุกคน ได้ลองไปเที่ยว เหตุผลก็คือ ต้องมาแวะเที่ยว ที่บ้านสวนภูรักไทย เพราะ เป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศดีมากๆ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สวยงาม มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีที่พักที่เหมาะแก่การพักผ่อน หรือ นั่งทำงานสบายชิลล์ แต่ที่อยากแนะนำที่สุด นั่นก็คือ ไฮไลต์ของที่นี่ เพราะ บ้านสวนภูรักไทยแห่งนี้มีชิงช้าต้นไม้ ที่ตั้งอยู่ ในบ้านสวนภูรักไทย

บ้านสวนภูรักไทย นั้นก็เป็นอีกหนึ่งโฮมสเตย์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างมาก ใครที่ได้ไปสัมผัสที่นี่ก็จะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตบ้านๆของคนในชุมชน อีกทั้งนั่งชิงช้าที่ชมวิวได้ทั่วทุกมุมทั้งทิวเขาและพื้นที่ราบ ยิ่งช่วงเช้าๆได้สัมผัสกับหยดน้ำค้างทุ่งหญ้าและดอกไม้นานๆชนิดที่กำลังผลิบานในยามเช้า ได้ความรู้สึกที่สดชื่นมากๆจริงๆ และหากเราไปเที่ยว

ในช่วงฤดูหนาว ก็จะได้ชม ความสวยงามของทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าของที่นี่ด้วย ที่แห่งนี้ เปิดให้ทุกคนได้มาเที่ยว มาถ่ายภาพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาพักก็ได้ นอกจาก นี้ยังมีกิจกรรม ที่ต้อนรับทุกคนอยู่ คือ การนั่งสามล้อชมวิวสวน โดยรอบใครที่มาเที่ยวที่นี่ จะได้เห็นธรรมชาติ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ใครมีแพลน จะไปเที่ยวที่นี่ แนะนำนักท่องเที่ยวทุกคน ไม่ควรพลาดมาเที่ยวที่แห่งนี้

ที่พักบ้านรักไทย เนินมะปราง

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก3

บ้านสวนชมวิว

บ้านสวนชมวิว บ้านพักที่มีชิงช้าบนต้นไม้ให้แกว่งเล่นมองวิวทิวเขา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพไฮไลท์ในการท่องเที่ยวบ้านรักไทยที่ถูกตาต้องใจใครหลายคน เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า  มีบ้านพักแบบสะดวกสบาย ติดกับจุดชมวิวให้ประมาณ 5 หลัง เป็นห้องแอร์  และยังมีบ้านพักอีก 1 จุดที่ตั้งอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามกัน แต่จะไม่ติดกับจุดชมวิวแต่สามารถเดินข้ามฝั่งมาได้  รวมถึงจุดกางเต็นท์ให้บริการ

สวนพงษ์แตง

สวนพงษ์แตง โฮมสเตย์  พิกัดที่ตั้งจะอยู่ท้ายสุดของบ้านรักไทย ไม่ไกลจากบ้านสวนชมวิวมากนัก  เป็นโฮมสเตย์ที่เงียบสงบ บรรยากาศดีมาก รายล้อมด้วยสวนต้นไม้  จุดเด่นของที่นี่  คือ  มีระเบียงชมวิวที่ สามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนรามา เบื้องหน้าคือภาพทิวเขาเรียงรายสลับซับซ้อนไกลสุดตา ในยามเย็นสามารถชมพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมได้จากหน้าบ้านพัก  สวนพงษ์แตงมีบ้านพักทั้งแบบมาเป็นหมู่คณะและแบบ 2-3 คน ที่โดดเด่นคือ บ้านต้นไม้ ดีไซน์เก๋ไก๋ที่มีระเบียงชมวิวอยู่รอบบ้านซึ่งมีเพียง 1 หลังเท่านั้น นอกจากนี้ยังให้บริการลานกางเต็นท์ด้วย

บ้านสวนเชิงเกษตร

บ้านสวนเชิงเกษตร  มีบ้านพักหลากหลายแบบให้เลือกทั้งบ้านพักแบบบ้านไม้ทรงไทย บ้านพักแบบน่ารักสีชมพูหวานและบ้านพักแบบปูนที่สร้างแบบเรียบง่าย สำหรับจุดชมวิวนั้นทางบ้านพักได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิว 2 ชั้น เรียกว่าจุดชมวิวดีเจน้องใหม่ สามารถมองเห็นวิวทิวเขาของบ้านรักไทยได้เช่นกัน

สวนข้าวตู ภูข้าวฟ่าง

ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านสวนชมวิว เพราะฉะนั้นวิวที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจะเป็นวิวคล้ายกัน   สวนข้าวตู มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีการตกแต่งเป็นมุมกระจุกกระจิกให้ถ่ายภาพหลายจุด  มีบ้านพักประมาณ 3-4 หลัง รวมถึงสถานที่กางเต็นท์ บนบ้านไม้  2 ชั้น ที่สามารถเห็นวิวที่สวยงามอยู่เบื้องหน้า

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufabet.com

Categories
Blog

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์3

เขื่อนของพ่อ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นโครงการ ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงดำริ ให้สร้างเขื่อน เพื่อเก็บกักน้ำและ แก้ไขปัญหาน้ำท่วม เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ ที่สุดในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานนามว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ เสด็จทรงเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542

ความเป็นมา

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

         แม่น้ำป่าสัก เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุด สายหนึ่งของ ชาวจังหวัดลพบุรี และ สระบุรี ประชาชนจะได้ประโยชน์ จากแม่น้ำป่าสัก อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ด้านเกษตรกรรม หรือ การประมง แต่ในช่วงเดือนสิงหาคม ถึง เดือนตุลาคม ของทุกปี จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในหลายพื้นที่ของ จังหวัดลพบุรี

เช่น ตำบลมะนาวหวาน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล และหมู่บ้านใกล้เคียงอีกรวมไปถึงจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร และ ปริมาณฑล สำหรับในช่วง เดือนมกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม พื้นที่ ในลุ่มน้ำป่าสักก็จะประสบภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำใช้ เพื่อการเกษตร และ อุปโภค บริโภค

         ในปี พ.ศ. 2508 กรมชลประทาน ได้เริ่มศึกษาโครงการ เขื่อนเก็บกักน้ำแม่น้ำป่าสัก แต่เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายสูง จึงได้ระงับโครงการไว้ชั่วคราว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชกรณียกิจ มากมาย หลายด้าน แต่หลายครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎร จังหวัดลพบุรี ด้วยความห่วงใย และได้เสด็จไปทอดพระเนตร

พื้นที่ในเขตอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีที่กำลังประสบปัญหาอยู่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และด้วยความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ ด้วยพระอัจฉริยภาพที่ล้ำลึก และเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ ทรงแก้ปัญหาให้ “ความโหดราย” ของแม่น้ำป่าสักกลับกลายเป็น “ความสงบเสงี่ยม” ที่น่านิยม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงหาทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนกักเก็บน้ำแม่น้ำป่าสักอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนน้ำ เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูก และบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้น

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์1

         โรงไฟฟ้าพลังน้ำป่าสักชลสิทธิ์ เป็นโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับกรมชลประทาน ในการใช้ประโยชน์จากน้ำในเขื่อนของกรมชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐบาลประกาศในเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้มุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

         ในเดือนธันวาคม 2546 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายส่งเสริมให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กบริเวณท้ายเขื่อนของกรมชลประทานเพื่อผลิตไฟฟ้าจากการปล่อยน้ำตามปกติของกรมชลประทานอยู่แล้ว โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ โดยให้กระทรวงพลังงานเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคนิคการวางแผนและการพัฒนา ในการนี้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพลังงานตามลำดับ ได้ร่วมกันพิจารณาดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดย กฟผ. แสดงเจตจำนงจะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทาน 6 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกัน 78.7 เมกะวัตต์ กฟผ. ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2549 ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นหนึ่งใน 6 โครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ด้วย

ที่หยุดรถไฟเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 

เขื่อนป่าสักลพบุรี

ความหมาย และ ประวัติความเป็นมา

(อังกฤษ : Pa Sak Jolasid Dam) เป็นที่หยุดรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณทางเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี อยู่ในเขตทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่หยุดรถนี้จะมีรถไฟสายพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว คือ สายกรุงเทพ-เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เปิดให้บริการในช่วงเทศกาลการท่องเที่ยว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมของทุกปี

ประวัติเพิ่มเติม

สืบเนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในเส้นทางรถไฟช่วงสถานีรถไฟแก่งเสือเต้น ถึง สถานีรถไฟสุรนารายณ์ (เดิม) ซึ่งเส้นทางรถไฟตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับการกักเก็บน้ำของเขื่อน ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ต้องย้ายเส้นทางรถไฟที่จะถูกน้ำท่วมให้ทันกับการสร้างเขื่อน พร้อมทั้งสร้างที่หยุดรถไฟบริเวณดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งนั้นได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2540 ใช้เวลา 14 เดือน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2541 ทางรถไฟที่ย้ายมาสร้างใหม่จะอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำเป็นระยะทางรวม 24 กิโลเมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้เริ่มมีการเดินรถผ่านเส้นทางดังกล่าว ซึ่งจะเห็นขบวนรถวิ่งบนสันเขื่อนลัดเลาะไปข้างๆ อ่างเก็บน้ำ มองดูเหมือนขบวนรถวิ่งไปบนผิวน้ำ จนชาวบ้านเรียกกันว่า รถไฟลอยน้ำตลอดทั้งสองข้างทางจะได้ชมทัศนียภาพข้างทางรถไฟอันงดงาม

เส้นทางรถไฟก่อนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก่อนถึงสถานีรถไฟหินซ้อน จะผ่านไร่ดอกทานตะวันบานสะพรั่งตลอดเส้นทางรถไฟสวยงามมาก ว่ากันว่าเป็นไร่ดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดขบวนรถพิเศษนำเที่ยวชมความงามของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในช่วงฤดูหนาวทุกปี ขบวนรถออกจากกรุงเทพ 06.40 น. ถึงกรุงเทพ 17.45 น.

การเดินทางโดยรถยนต์

จากกรุงเทพมหานคร ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านตัวจังหวัดสระบุรี และจากสระบุรีไปประมาณ 33 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3017 ไปประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณตัวเขื่อน ทางรถไฟการรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟโดยออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงใน วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.30 น. โดยจะผ่านจุดชมวิว กิโลเมตรที่ 172 อัตราค่าโดยสารไป-กลับประมาณ 200 บาท และรถไฟโดยสาร สายกรุงเทพฯ-หนองคาย-โคกสลุง ราคาประมาณ 76 บาท แล้วจากนั้นให้ต่อรถไฟท้องถิ่นสายบัวใหญ่-แก่งคอย มาลงที่เขื่อนป่าสักอัตราค่าโดยสารประมาณ 4 บาท และเที่ยวเดินทางกลับมีขบวนรถไฟสายเชื่อนป่าสักชลสิทธิ์-กรุงเทพฯ อัตราค่าโดยสารประมาณ 96 บาท

ที่พักเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

คือ ที่พักบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีบ้านพักรับรองและสถานที่สำหรับกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว ในส่วนของบ้านพักมีทั้งบ้านพักและห้องพัก ลักษณะเป็นบ้านเดี่ยวใน บรรยากาศส่วนตัว ในบ้านพักทุกหลังมี อุปกรณ์ อำนวยความสะดวก แอร์ ทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ให้หลังละ 1 ชุด โดยที่พักที่นี่มีราคาที่แต่งต่างกัน

บ้านเดี่ยว ธงชัย จำนวน 3 หลัง พักได้ 2 คน ราคา 1,200 บาท
บ้านแฝดป่าสัก จำนวน 2 หลัง พักได้ 3 คน ราคา 1,200 บาท
เรือนแถวชลสิทธิ์ จำนวน 4 หลัง พักได้ 2 คน ราคา 1,000 บาท
บ้านละโว้ จำนวน 1 หลัง พักได้ 9 คน ราคา 2,500 บาท

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

เที่ยวเมืองตรัง

เที่ยวเมืองตรัง

หนีร้อนไป เที่ยวเมืองตรัง

เที่ยวเมืองตรัง เมืองแห่งการท่องเที่ยว ทางภาคใต้ที่ช่วยเติมเต็มพลังของคุณด้วยธรรมชาติ ที่สมบูรณ์ทั้งภูเขา ความเป็นเมืองเก่า และ ทะเลน้ำใส สวยงาม อยู่ในที่เดียว แถมยังเป็นถิ่น อาหารทะเลอร่อย ใครที่ชอบกินซีฟู้ด กินให้จุ เต็มพุงกันไปเลย

ยินดีต้อนรับ นักท่องเที่ยว ทั้งสายรักธรรมชาติ และ สายฮิป อยากเที่ยวให้ครบ ทุกแบบ เที่ยวเมืองตรัง รับรองไม่ผิดหวัง วันนี้เราจึงรวม จุดเช็คอินเมืองตรัง ที่ทุกคน ไม่ควรพลาด จะเป็นที่ไหน น่าสนใจอย่างไร ไปดูกันเลย

เที่ยวเมืองตรัง

จังหวัดตรัง ห่างจาก กรุงเทพมหานคร ประมาณ 828 กิโลเมตร มีพื้นที่ครอบคลุม ทั้งหมด 4,941 ตารางกิโลเมตร ตรัง เป็นจังหวัดชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มีฝั่งทะเลยาว ทางด้านตะวันตก ประมาณ 119 กิโลเมตร นอกจากนี้ จังหวัดตรัง มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำตรัง มีต้นกำเนิดจาก เทือกเขาหลวง และ แม่น้ำปะเหลียน ซึ่งมีต้นกำเนิดจาก เทือกเขาบรรทัด

เป็นข้อเท็จจริง ที่ว่า เมืองตรัง เป็นจังหวัดหนึ่ง ที่มีบทบาท ที่สำคัญทางด้านการค้าขาย และ ศูนย์กลางการคมนาคม ไปสู่ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ก็ยังเป็น จังหวัดที่มี นักท่องเที่ยวมาเที่ยวน้อย ซึ่ง ในช่วงเวลาต่อมา ทางการได้ดำเนินแผนการ

พัฒนาอันชาญฉลาดโดยการตัดถนนอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้คนสามารถเข้าไปยังสถานที่เหล่านั้นได้ง่ายยิ่งขึ้นตรัง มีลักษณะภูมิศาสตร์ ที่ใกล้ เคียงกับกระบี่ และ พังงา ซึ่งรวมไปถึงเกาะ และ ชายหาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวด ล้อมภายในหรือภายนอกก็ตาม ประกอบไปด้วยหมู่เกาะในทะเลอันดามันถึง 46 เกาะ

โดยภายในพื้นที่ อำเภอกันตัง 12 เกาะ อำเภอปะเหลียน 13 เกาะ และอำเภอสิเกา 21 เกาะ ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวคือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม

มีชายหาด และ เกาะที่กว้างใหญ่ มีกิจกรรม บนชายฝั่งทะเล และ สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่สวยงามมากมาย พร้อมที่จะให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสกับ ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และ น่าทึ่งไม่เหมือนใคร อาธิ อุทยานแห่งชาติหมู่ เกาะเภตรา ที่มีหาดทรายขาวสวย และ น้ำทะเลใส

จากอันดามัน แหล่งดำน้ำปะการัง ที่สวยงามมาก อีกหนึ่งที่ และ นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกเขาช่อง ซึ่งเป็น จุดขายอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคลองลำชาน ซึ่งเป็นที่ อยู่อาศัยของนกเป็ดน้ำ โดยมีเส้นทางธรรมชาติ และ ถ้ำที่สวยงามอีกหลายสถานที่ที่น่าพักผ่อน และถ่ายภาพสวยๆกลับบ้าน

สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการสัมผัส กับ บรรยากาศ ที่เงียบสงบ และผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ ที่ร่มรื่น และ สวยงามภายใน เมืองตรัง ยังมีแหล่งท่องเที่ยว อีกมากมาย ซึ่งรอบเมือง จะพบเห็น ความผสมผสานอย่างลงตัวของสถานที่ต่างๆ

ความเป็นตะวันตก และ วัฒนธรรมจากจีน อย่างร้านค้า วัดจีน และ ศาลเจ้า ยังมีบ้าน ที่สร้างในสไตล์ปัญญาไทย ที่งดงาม นอกจากนี้ ยังมีวัด ที่มีการสร้างทางสถาปัตยกรรม ที่สวยงาม ดินแดนประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และตลาดค้าขาย ขนาดใหญ่และขนาดเล็กและอีกมากมาย เป็นต้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการท่องเที่ยวตรัง

 ช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในการเที่ยวจังหวัดตรัง อยู่ระหว่าง เดือนธันวาคม และ พฤษภาคม ตรังตั้ง อยู่โซนชายฝั่งเช่นเดียวกับ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ซึ่ง อยู่ภายใต้อิทธิพล ของลมมรสุมที่พัดประจำ เป็นฤดูกาลหรือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

อุณหภูมิโดยทั่วไปอบอุ่นตลอดปีเฉลี่ยอยู่ที่ 20 – 36 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน อุณหภูมิในช่วงตอนกลางวันจะสูงสุดและร้อนมากที่สุดของปี ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน จะมีฝนตกชุกและช่วงเดือนกันยายน พฤศจิกายน จะมีลมมรสุมเข้ามาและตั้งแต่ช่วงธันวาคมเป็นต้นไปอากาศจะดีมาก

 เกาะไหง

เที่ยวเมืองตรัง1

  เกาะไหง เกาะยอดฮิต ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา อยู่ตรงเขตรอยต่อของ จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดตรัง เป็นชายหาดที่เงียบสงบ และสวยงามมากๆ ผืนทรายมีสีขาวเนียนละเอียด และมีแนวปะการังที่ปลายเกาะ ทำให้ที่นี่เรียกได้ว่าสวรรค์ของนักดำน้ำเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจุดดำน้ำก็อยู่ห่างจากชายหาดไม่ไกล และยังมีที่พักให้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากมาค้างคืน สัมผัสธรรมชาติบนเกาะไหงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เกาะยอดฮิต ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา อยู่ตรงเขตรอยต่อของ จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดตรัง เป็นชายหาดที่เงียบสงบ และสวยงามมากๆ ผืนทรายมีสีขาวเนียนละเอียด และมีแนวปะการังที่ปลายเกาะ ทำให้ที่นี่เรียกได้ว่าสวรรค์ของนักดำน้ำเลยทีเดียวค่ะ ซึ่งจุดดำน้ำก็อยู่ห่างจากชายหาดไม่ไกล และยังมีที่พักให้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากมาค้างคืน สัมผัสธรรมชาติบนเกาะไหงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เกาะเชือก

เที่ยวเมืองตรัง2

มากันที่เกาะที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะมุกและเกาะไหงกันค่ะ นั่นก็คือ เกาะเชือก จุดดำน้ำชมปะการังที่สวยที่สุดในทะเลตรัง เป็นเหมือนมรดกของท้องทะเลเลย ใครที่ชอบดำน้ำจะต้องฟินมากๆ เพราะที่นี่เป็นจุดดำน้ำตื้นที่สมบูรณ์และสวยงาม ใต้ทะเลมีทั้งปะการังอ่อน สีแดง สีส้ม สีม่วง สีเหลือง แต่ด้วยความที่มีกระแสน้ำเชี่ยวแรงพอสมควร ทำให้ต้องใช้เชือกคอยช่วงพยุงตัวเวลาดำน้ำนั่นเองค่ะ เลยเป็นที่มาของชื่อเกาะเชือกนั่นเองค่ะ แต่ด้วยความที่เกาะเชือกนั้น เป็นเกาะหินไม่มีหาด ทำให้บนเกาะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเลยค่ะ เวลาไปเที่ยวดำน้ำ เรือท่องเที่ยวจะผูกทุ่นลอยลำ แล้วให้เราลงไปดำน้ำเท่านั้นนะคะ จะไม่ได้ปล่อยขึ้นเกาะไปเดินเที่ยวเหมือนเกาะอื่นๆ เหมาะกับคนที่ชอบและรักการดำน้ำสุดๆ ไปเลยค่ะ เพราะได้ดำน้ำแบบจัดเต็มไปเลย

นั่งตุ๊กตุ๊กเที่ยวเมืองตรัง

เที่ยวเมืองตรัง 3

 หากใครไม่ชอบเดิน อยากเที่ยวเมืองตรังให้ได้อรรถรสและเข้าบรรยากาศยิ่งขึ้น สามารถเหมารถตุ๊ก ตุ๊ก หัวกบ เที่ยวรอบเมือง เป็นรถตุ๊ก ตุ๊กที่พบเห็นได้เพียงหนึ่งเดียวในเมืองตรังเท่านั้น เรียกว่ากลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองตรังเลยทีเดียว รถตุ๊ก ตุ๊ก จะจอดรอผู้โดยสารให้เห็นหลายคันหน่อยก็ตรงบริเวณหน้าสถานีรถไฟเมืองตรัง สนนราคาแล้วแต่ตกลงว่าจะไปตรงจุดไหนบ้าง โปรแกรมท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแวะ สถานีรถไฟตรัง ชมตึกเก่าชิโนโปรตุกีส โบสต์คริสต์ วงเวียนปลาพะยูน สวนสาธารณะพระยารัษฎาฯ บ้านนายชวน หลีกภัย ราคาอยู่ที่ชั่วโมงละ 250 บาท แล้วแต่ระยะทางและจำนวน สถานที่ สามารถติดต่อรถตุ๊ก ตุ๊ก ที่จอดให้บริการบริเวณสถานีรถไฟตรัง

เกาะกระดาน

เที่ยวเมือง ตรัง 4

เกาะกระดาน เป็นเกาะที่สร้างชื่อเสียงให้กับตรังมาช้านาน  เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาวละเอียดกว้างใหญ่สวยงาม น้ำทะเลใสมองเห็นแนวปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากหลายพันธุ์ ด้วยความเป็นเกาะขึ้นชื่อ ในทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาแวะจอดเรือเล่นน้ำ อาบแดดชมความงามของหาดทรายกันเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ยังเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือชั้นหิน ที่สวยงามแปลกตาแปลกใจมากมาย  ในทุกปีในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เกาะกระดานจะเป็น สถานที่จัดงานวิวาห์ใต้สมุทร ซึ่งจัดขึ้นทุกปี และโด่งดังไปทั่วโลก

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวโดย ufabet.com

Categories
Blog

เขื่อนแก่งกระจาน

เขื่อนแก่งกระจาน

เที่ยวใกล้กรุงไปกับ เขื่อนแก่งกระจาน

เขื่อนแก่งกระจาน จะมี บริเวณของ สันเขื่อน ยาวกว่า 760 เมตร กว้าง 8 เมตร และ สูง 58 เมตร ระดับ สันเขื่อนจะสูง 106 เมตร จาก ระดับน้ำทะเล ปานกลาง สร้างเสร็จ เมื่อปี พ.ศ. 2509 โดย สามารถเก็บน้ำ ในถึง 710 ลูกบาศก์เมตร

โดย สร้างมาเพื่อ อำนวยประโยชน์ ในด้านการชลประทาน ให้กับบริเวณ ที่ราบ จังหวัดเพชรบุรี และ จังหวัด ใกล้เคียง รวมทั้ง ยังเป็นประโยชน์ ในด้านประมง คมนาคมทางน้ำ และการท่องเที่ยว

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 

เป็นอุทยาน ที่มีพื้นที่ กว้างใหญ่ที่สุด ของประเทศไทย มีพื้นที่ ถึง 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ในเขต อำเภอแก่งกระจาน อำเภอหนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี และ อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงสภาพ เป็นป่าดงดิบ

ตามธรรมชาติ ที่สมบูรณ์ และ มีความหลากหลาย ทางชีวภาพ สูงมาก แห่งหนึ่ง ได้รับ การประกาศ ให้เป็น เขตอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2524 โดย กำหนดพื้นที่ บริเวณอ่างเก็บน้ำและ ป่าเหนือ เขื่อนแก่งกระจาน

เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นต้นน้ำลำธาร ของ แม่น้ำหลายสายพื้นที่ส่วนใหญ่ ของ อุทยานแห่งชาติ เป็น ภูเขาสลับซับซ้อน อยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี สภาพภูมิประเทศ เป็นป่าดิบชื้น ยอดเขา ที่สูงที่สุด ในอุทยานแห่งชาติ คือ ยอดเขางะงัน นิกยวงตอง อยู่ในเขต รอยต่อประเทศพม่า และ ไทย มีความสูง 1,513 เมตร

รองลงมาคือยอดเขา พะเนินทุ่ง ซึ่ง มีความสูง 1,207 เมตร จากระดับน้ำ ทะเลปานกลาง จาก สันเขื่อนแก่งกระจาน มีถนนเลียบ ออกมา ทางซ้ายมือ เป็น ระยะทาง 3 กิโลเมตร ถึง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ สถานที่ น่าสนใจมากๆ และ อีกมากมาย

โดยเฉพาะ ในช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วง พระอาทิตย์ตก บรรยากาศ งดงามมาก หากพัก หรือ กางเต้นท์ อยู่ในเขตอุทยาน สามารถติดต่อเรือ สำหรับ ล่องเรือชม สามารถชมทัศนียภาพ บริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน และ มีที่พักให้เลือก สำหรับนักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยว และ พักผ่อน กับ บรรยากาศธรรมชาติ และ สวยงาม และ มีจุดชมวิว เพื่อถ่ายภาพสวยๆกลับบ้าน มีสถานที่ตรงไหนบ้าง มาดูกัน

ทะเลสาบแก่งกระจาน

เขื่อนแก่งกระจาน

ทะเลสาบ แก่งกระจาน มีความกว้าง ถึง ประมาณ 45 ตารางกิโลเมตร เกิดจาก การสร้าง เขื่อนดิน กั้น แม่น้ำเพชรบุรี จึงเกิด การกักน้ำ กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่และเกาะกลางมากมายที่อยู่เหนือบริเวณน้ำท่วมถึง ปัจจุบันทะเลสาบนี้เป็นตัวชี้วัดอย่างดีเยี่ยมถึงความอุดมสมบูรณ์และ

ลักษณะภูมิประเทศของลุ่มป่าบริเวณนี้ ทะเลสาบนี้รับแหล่งน้ำจากแม่น้ำหลายสายในจังหวัดเพชรบุรี โดยเป็นแหล่งทำกิจกรรมหลากหลาย มีให้นักท่องเที่ยวหลากหลายท่านได้สนุกสนานและเพลิดพลินกับธรรมชาติที่สวยงามและติดอันดับที่เที่ยวต้นๆของประเทศ

จุดชมวิวพะเนินทุ่ง

แก่งกระจาน

จุดชมวิวพะเนินทุ่ง สามารถชมทะเลหมอกได้เกือบตลอดปี ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ตาม ในยามเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกสีขาวปกคลุมทั่วหุบเขา เมื่อทะเลหมอกสลายตัวไปแล้ว จะมองเห็นผืนป่าดงดิบเบื้องล่างเบียดตัวกันแน่นท่ามกลางเทือกเขาสลับ ซับซ้อน กว้างไกลสุดตา

นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา ต้องมาถ่ายรูป เพราะเป็นจุดชมวิวที่ดี และได้มุมสวยๆดีๆกลับบ้านทุกคน การเดินทาง ขึ้นสู่จุดชมทะเลหมอกใช้เส้นทางขึ้นเขาที่มีกำหนดเวลาแน่นอน ในการขับรถยนต์ขึ้นเขาและลงเขา ต้องกางเต็นท์พักแรมที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ 

แคมป์บ้านกร่าง

แก่ง กระ จาน3

สถานที่ ชมผีเสื้ออันดับต้น ๆ ในประเทศไทย และ เป็นอีกหนึ่งจุดตั้งแคมป์ภายใน เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่มีบริการ ให้เช่าเต็นท์ ค้างคืนได้ จุดนี้ เป็นจุดที่เดินทาง โดยรถยนต์ธรรมดา ได้อย่างสะดวกสบาย และ สามารถเดินเท้าไปยังบริเวณดินโป่งที่มีผีเสื้อกว่า 250 ชนิด

แมลง นก และสัตว์เล็กสายพันธุ์ต่าง ๆ มาอวดโฉมให้ชื่นชมได้โดยไม่ต้องเข้าไปในบริเวณป่าลึก โดยเฉพาะในฤดูร้อนช่วงเวลาระหว่าง 10:00 – 14:00 น. ของแต่ละวันมักจะได้เห็นผีเสื้อจำนวนมาก และเป็นสิ่งแวดล้อมที่สวยมากๆ และธรรมชาติที่สดใส

น้ำตกทอทิพย์

น้ำตกทอทิพย์ เป็นทางน้ำตกที่เกิดจาก ยอดเขาพะเนินทุ่ง เป็นน้ำตกที่เดินทางไป ค่อนข้างสะดวกด้วยรถยนต์เพราะมีถนนตัดผ่าน และต้องจอดรถไว้บริเวณจุดชมวิวกิโลเมตรที่ 36 หรือใกล้เคียง แล้วเดินทางด้วยทางเท้าขาลงเขาอีกประมาณ 4 กิโลเมตรเพื่อชมน้ำตกแห่งนี้

แหล่งท่องเที่ยว จุดนี้เป็นน้ำตก 9 ชั้นท่ามกลางพืชพรรณ ที่หลากหลาย เมื่อเดินไปถึงนักท่องเที่ยว จะเจอน้ำตกชั้นที่ 5 เป็นชั้นแรก ซึ่งเป็นชั้นที่สวยที่สุดด้วย แต่ตั้งแต่ชั้นต่อไป จากตรงนี้ จะเป็นเส้นทาง ที่ค่อนข้างยากลำบาก การเดินทาง กลับเป็นทางขึ้น เขาที่ใช้เวลาพอสมควร

สิ่งอำนวยความสะดวก

อุทยาน มีบ้านพัก 18 หลัง บริเวณที่ทำการ และ ริมอ่างเก็บน้ำ แก่งกระจาน นักท่องเที่ยว สามารถกางเต็นท์ ได้บริเวณริม อ่างเก็บน้ำ ข้างที่ทำการอุทยานแห่งชาติ กางเต็นท์ได้ 200 หลัง บริเวณบ้าน กร่างแคมป์ (กม.15) กางเต็นท์ได้ 100 หลัง และ พะเนินทุ่งแคมป์ กางเต็นท์ได้ 60 หลัง นอกจากนี้ บริเวณภายนอก อุทยานแห่งชาติ มีรีสอร์ท ให้บริการหลายแห่ง ทั้งใน อำเภอแก่งกระจาน และ อำเภอท่ายาง ส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวไทย โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

เขื่อนเชี่ยวหลาน

เขื่อนเชี่ยวหลาน

เขื่อนเชี่ยวหลาน คู่แฝด กุ้ยหลิน ประเทศจีน

เขื่อนเชี่ยวหลาน หรือ เขื่อนรัชชประภา แหล่งท่องเที่ยว ที่ได้รับฉายาว่า เป็นกุ้ยหลิน เมืองไทย เพราะ มีความสวยงาม ของเทือกเขาหินปูน ที่เหมือนกัน กับกุ้ยหลิน ที่ประเทศจีน ซึ่ง เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนที่ก่อสร้างขึ้น มาตามแผน พัฒนาเศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เพื่อ ช่วยอำนวยประโยชน์ ในด้านสังคม

เศรษฐกิจ และ สังคมแห่งชาติ โดย เขื่อนเชี่ยวหลาน จัดเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในภาคใต้ ซึ่ง สร้างขึ้นมาเพื่อ พัฒนาแหล่งน้ำ และ พลังงานไฟฟ้า ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเขื่อนเชี่ยวหลาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามเขื่อนแห่งนี้ ว่า เขื่อนรัชชประภา ซึ่งมีความหมายว่า แสงสว่าง แห่งราชอาณาจักร

  นอกจาก ความสวยแล้ว เขื่อนรัชชประภา หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน ยังสร้างคุณประโยชน์ ให้กับชาวบ้าน และ ชาวประมง ในละแวกนั้น ไว้มากมาย ที่นี่เป็นเขื่อน อเนกประสงค์ แห่งที่สองของภาคใต้ สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้น ลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบัน

เป็นส่วนหนึ่ง ของอุทยานแห่งชาติเขาสก และยังเป็นแหล่ง ผลิตพลังงานไฟฟ้า แหล่งกักเก็บน้ำ ในฤดูฝน เพื่อการเพาะปลูก ช่วยบรรเอาอุทกภัย และ แก้ไขน้ำเสีย และ ผลักดันน้ำเค็ม แค่นี้ยังไม่พอ ที่นี่ ยังเป็นแหล่ง ประมงน้ำจืดที่สำคัญ เพื่อให้ชาวบ้านหารายได้เลี้ยงชีพอีกด้วย

มุมที่พักตากอากาศ

เขื่อนเชี่ยวหลาน2

หากใครมาภาคใต้ แล้วอยากหา สถานที่พักผ่อนสบาย ๆ พร้อมกับ วิวภูเขาหินปูน สุดอลังการ “เขื่อนเชี่ยวหลาน” ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ด้วยเขื่อนเชี่ยวหลาน มีลักษณะ เป็นแอ่งน้ำ แล้วมียอดเขาหินปูนน้อยใหญ่เรียงรายล้อมรอบ และ มีบางยอดเขาโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

แน่นอนว่า ที่นี่จึงดูแปลกตา ไม่เหมือนกับ เขื่อนอื่นที่ไหนในไทย และหลายคนยกให้ เขื่อนเชียวหลาน เป็น เขื่อนที่มีทัศนียภาพสวยงาม มากที่สุด ของไทยอีกด้วย สำหรับที่นี่ ถือเป็นหนึ่ง ในสถานที่ที่สวยงามมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้ ยิ่งใครสายเที่ยว ภูเขาด้วยแล้วก็ไม่ควรพลาด อย่างยิ่ง ซึ่งส่วนที่สวยที่สุด

เขื่อนจะอยู่ภายใน อ่างเก็บน้ำ ไม่ใช่บริเวณสันเขื่อน ดังนั้นถ้าจะเอาให้สุด ควรนอนพักแรม ในแพกลางเขื่อน อย่างน้อยหนึ่งคืน การันตีเลยว่า ยังไงก็ได้ รูปบรรยากาศสวย ๆ กลับบ้าน โดยเฉพาะ ช่วงแสงเช้า/เย็น ขอบอกเลยว่า ที่นี่เด็ดสุดๆไปเลย และล่าสุด อุทยานแห่งชาติเขาสกได้รับเป็น อุทยานน่าเที่ยวที่สุดของโลก

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าแวะชม ใน เขื่อนเชียวหลาน

เขื่อน เชี่ยวหลาน3

น้ำตกแม่ยาย

 อยู่ห่างจาก ที่ทำการอุทยาน ประมาณ 5.5 กิโลเมตร เป็นน้ำตก แห่งเดียว ภายใน อุทยานแห่งชาติ ที่รถยนต์ สามารถเข้าไปถึง มีลักษณะ เป็น น้ำตกชั้นเดียว สูงประมาณ 30 เมตร ซึ่ง ในหน้าฝนน้ำจะเต็ม หน้าผาที่สูงชัน กระจัดกระจาย แตกฟองขาวโพลน

น้ำตกวังหิน 

ตั้งอยู่ห่าง จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 2.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตก ขนาดเล็ก สูงประมาณ 15 เมตร มีจุดชมวิว เรียกว่าน้ำตก บางวิ่งหิน เป็นจุด ที่มองแล้ว ดูสวยงาม อีกแห่งหนึ่ง และ มีที่สำหรับ เล่นน้ำพร้อมกัน ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน

ตั้งน้ำ 

อยู่ห่างจาก น้ำตกวิ่งหิน ประมาณ 3.2 กิโลเมตร และ อยู่ห่างจากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 6 กิโลเมตร มีลักษณะ เป็นภูเขา ที่ถูกน้ำกัดเซาะ จนขาดออกจากกัน ทำให้ กลายเป็น หน้าผา ที่หันหน้าเข้าหากัน

น้ำตกโตนกลอย 

ตั้งอยู่ห่าง จากตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ห่างจาก ที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ ประมาณ 7 กิโลเมตร น้ำตกโตนกลอยเป็นน้ำตกที่เกิดจากคลองศก มีความสวยงาม ลักษณะ เป็นน้ำตก ชั้นเดียว ดิ่งลง มาจากหน้าผา สูงประมาณ 20 เมตร

น้ำตกธารสวรรค์ 

อยู่ห่างจาก ตั้งน้ำ ประมาณ 1 กิโลเมตร และ อยู่ห่างจาก ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ประมาณ 6 กิโลเมตร น้ำตกธารสวรรค์ เป็นน้ำตก ที่เกิดจากลำห้วย บางพลูจืด ไหลลงสู่คลองสก น้ำตก ไหลลงมาจาก หน้าผาชันพุ่งโค้งแบบรุ้งกินน้ำ

น้ำตกโตนไทร 

ตั้งอยู่ห่าง จาก น้ำตกโตนกลอย ประมาณ 2 กิโลเมตร และ อยู่ห่าง จากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ เขื่อนเชี่ยวหลาน ประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีความงดงาม

การดูแลด้านสังคม

กฟผ. ได้ร่วมมือ กับ หน่วยราชการต่างๆ ให้ความช่วยเหลือ ราษฎรในเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำ จำนวน 385 ครอบครัว โดย จ่ายค่าทดแทนทรัพย์สินพร้อมทั้งจัดสรร ที่อยู่อาศัย และที่ทำกินให้อย่างเป็นธรรม ภายในหมู่บ้านมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ที่สำคัญครบถ้วน

รวมทั้ง การจัดฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพรองให้แก่ราษฎรอีกหลายโครงการ เช่น จัดอบรมเคหกิจแก่แม่บ้าน การตัดเย็บเสื้อผ้า ซ่อมบำรุงรักษาเครื่องกล ปลูกผลไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดโครงการสินเชื่อส่งเสริมการปลูกยางในเขตโครงการและยังได้จัดสรรงบประมาณให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อดำเนินงานด้านสหกรณ์การเกษตรควบคู่กันไปด้วย

ขอขอบคุณการรีวิวที่ท่องเที่ยวสวยๆ โดย ufabet.com