Categories
Blog

ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี

ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี 1

ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี ในสถานที่ถ่ายทำละคร เรื่องนาคี ชวนไปเที่ยวชมหินงอกหินย้อยสุดอลังการ ในถ้ำพุหวาย ภายในวนอุทยานถ้ำเขาวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เที่ยวอุทัย ที่ห้ามพลาด ที่จะทำให้หลงรักธรรมชาติอุทัยธานีไม่มีวันลืม

ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี เป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และ เป็นแหล่งโอโซนที่สำคัญอีกหนึ่งแห่ง ของเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่า ที่เที่ยวธรรมชาติของอุทัยธานีก็ต้องสวยงามไม่แพ้ที่ไหน โดยเฉพาะ ถ้ำพุหวาย

ภายในเขตวนอุทยานถ้ำเขาวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่มีหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตา ยิ่งใหญ่อลังการ จนกลายเป็นหนึ่ง ในสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องนาคี วันนี้เราจึงอยากจะพาไปทำความรู้จักกับถ้ำแห่งนี้ให้มา

ประวัติความเป็นมา และ ลักษณะของพื้นที่ ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี

ถ้ำพุหวาย-อุทัยธานี

ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิประเทศ เขาหินปูน เกิดจากน้ำฝนตกลงบนภูเขาจะละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ เมื่อไหลซึมผ่านดินที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากพืชการผุพังของซากพืชจำนวนมาก ดินจะเป็นละลายคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากที่สุด

เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกับไอออนของน้ำจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิก ประกอบกับหินปูนเป็นหินที่มีรอยแยกเชื่อมต่อกัน ง่ายต่อการละลายจนเป็นโพรงและง่ายต่อการที่น้ำจะซึมผ่านรอยแยกแตกนี้ การละลายหินปูนนี้ จึงทำให้เกิดภูมิประเทศแบบ

คาร์ส (คือ เทือกเขาหินปูนที่เป็นภูมิประเทศที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ โดยมีหน้าผาสวยงาม มีทางน้ำใต้ดินเฉพาะแบบ) ถ้ำเกิดขึ้นได้ในภูเขาหินหลายชนิดได้แก่ หินทราย หินควอตไซต์ หินตะกอน แต่ในภูเขาหินที่พบถ้ำมากที่สุด คือ หินที่มีคาร์บอเนต ได้แก่ หินปูน หินอ่อน หินพวกซัลเฟต

รูปร่างของถ้ำมีต่าง ๆ มากมายแต่ส่วนใหญ่มักเป็นรูปแนวราบ ถ้ำขนาดใหญ่ในเขตวนอุทยานถ้ำเขาวง ตั้งอยู่บนยอดเขาพุหวาย ที่สูง 700 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง ภายในถ้ำงดงามไปด้วยหินงอกหินย้อยหลากรูปแบบตามแต่เราจะจินตนาการ โดยโถงแรกนั้นคุณจะพบกับ

พระพุทธรูปประดิษฐานท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบ ภายในถ้ำจากนั้นค่อย ๆ เดินชมหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปทรง เช่น รูปเจดีย์ อ่างน้ำ โดยเฉพาะรูปน้ำตกหินปูนสุดอลังการนั้น คือ ไฮไลต์ของถ้ำพุหวายเลยทีเดียว นอกจากนี้การเดินชมจุดต่างๆ ภายในถ้ำยังค่อนข้าง สบาย งดงาม

เนื่องจากมีการถ่ายเทได้สะดวก อีกทั้งยังได้ตื่นตากับค้างคาวซึ่งอาศัยอยู่ภายในอีกด้วย การเดินชมถ้ำนั้นสามารถติดต่อคนนำทางได้บริเวณปากถ้ำ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ทางด้านหลังของถ้ำพุหวาย ยังมีถ้ำเทพมาลี หรือ ถ้ำพญานาค ซึ่งเป็นถ้ำขนาดเล็ก ค่อนข้างลึก

แต่ก็มีความสวยงามตามธรรมชาติ ของหินงอกหินย้อย ที่คนรักการผจญภัย น่าจะลองไปพิสูจน์ ที่ตั้ง : อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เพื่อที่จะเดินทางไปที่ อำเภอบ้านไร่ การเดินทาง : จากอำเภอบ้านไร่ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3011 สายบ้านไร่-พุบอน ผ่านโค้งศาลเจ้าพ่อเขารัก

ถึงทางแยกที่มีป้ายบ้านอีหลุม-บ้านเขาพุเตย เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ผ่านทางเข้าวัดถ้ำเขาวงมาอีก 3 กิโลเมตร ท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานีเรียนรู้เรื่องราวในอดีตของอุทัยธานี ผ่านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานีความหนาว และ สวนดอกไม้

ที่ไม่ต้องไปไกล บ้านแก่นมะกรูด อุทัยธานีไปอุทัย กินอะไรดี ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ พุเตย สภาพโดยทั่วไป เป็นภูเขาหินปูนสูงชันสลับซับซ้อน ถ้ำพุหวาย

เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำกว้างขวาง มีหินงอกหินย้อย เช่น รูปเจดีย์ อ่างน้ำ ทางเข้าถ้ำอยู่บนไหล่เขาต้องเดินขึ้นไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีโพรงทะลุถึงด้านตรงข้ามของภูเขา มีค้างคาวอาศัยอยู่ 9 ชนิด

ใน ถ้ำพุหวาย อุทัยธานี มีค้างคาวอาศัยอยู่ 9 ชนิด

ถ้ำพุหวาย-อุทัยธานี-2

1. ค้างคาวชนิดใช้ฟันหน้ากินผลไ
2. ค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก
3. ค้างคาวหน้ายักษ์เล็ก
4. ค้างคาวปีกถุงเคราดำ
5. ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ
6. ค้างคาวปีกพับดำใหญ่
7. ค้างคาวมงกุฎจมูกใหญ่
8. ค้างคาวยักษ์สามหลืบ
9. ค้างคาวยอดปีกกล้วยไม้

สิ่งที่น่าสนใจภายในถ้ำ (ประติมากรรมถ้ำ)

หินงอก (Stalagmite) เกิดจากน้ำใต้ดินซึ่งกรดคาร์บอนิก ได้ละลายหินที่เป็นแคลไซต์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนตมารวมกันเรียกว่า “แคลเซียมไบคาร์บอเนต” จากนั้นจะไหลไปตามเพดานถ้ำ แล้วหยดลงสู่พื้นถ้ำ และเมื่อน้ำระเหยไปก็จะคงเหลือผลึกแคลเซียมคาร์บอเนตจับตัวกันก่อเกิดทับถมจนมีลักษณะเป็นตะกอนหินปูน จับตัวกันเป็นแท่งขึ้นมาจากพื้นถ้ำรูปร่างกลมปลายมน

หลอดหินย้อยหรือท่อหินย้อย (Soda Straw) คือ สารหินปูนที่จับตัวเป็นหลอดหรือท่อย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-4 นิ้ว มีผนังบาง น้ำไหลไปตามรูตรงกลางเกิดเป็นวงแหวนของหินปูนที่ปลายของหลอดหรือท่อ แร่แคลไซต์ที่เกิดจะมีการเรียงตัวของผลึกในแนวยาวและย้อยลงมา ทำให้มีความยาวเพิ่มขึ้นทำให้ดูคล้ายหลอดกลวงที่มีน้ำหยดลงมา

หินย้อย (Stalactite) คือ จะเกิดต่อเนื่องจากหินหลอดย้อย กล่าวคือ เมื่อภายในหลอดหรือท่อหินย้อยอุดตัน น้ำก็จะหยดไหลลงมาตามผิวนอกแทนการไหลมาตามรูภายในท่อ และ เมื่อน้ำระเหยแห้งไปแล้ว แร่ธาตุที่ตกตะกอนอยู่ก็จะเคลือบหุ้มหลอดหรือท่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปร่างกลมและปลายแหลม

เสาหิน (Columnar Pillar) คือ ลักษณะของหินที่เป็นแท่งหรือเสา ยาวจากพื้นจรดเพดานถ้ำ เกิดจากหินย้อยยาวลงมาจรดพื้นหรือหินงอกยาวขึ้นไปถึงเพดานถ้ำ

ไข่มุกถ้ำ (Cave Pearl) คือ ตะกอนที่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม มีผิวภายนอกเรียบคล้ายไข่มุก มักเกิดบริเวณพื้นถ้ำที่เป็นแอ่งตื้นที่เกิดจากน้ำหยด เกิดจากหินปูนไปห่อหุ้มเม็ดทรายหรือตะกอนขนาดเล็กอื่นๆ ที่อยู่ในน้ำ และน้ำจะต้องมีการเคลื่อนไหลกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา จึงจะทำให้เกิดเม็ดหินกลมได้

เกลียวหินปูน (Helictite) คือ ตะกอนปูนที่มีลักษณะคล้ายหลอดที่บิดเกลียว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของทิศทางการเติบโตของผลึกแร่แคลไซต์ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากลมที่พัดผ่าน

หินปูนฉาบ (Flow Stone) คือ ตะกอนที่เกิดจากน้ำที่มีสารคาร์บอเนตไหลเป็นแผ่นบาง ๆ บนพื้นผิวของพื้นถ้ำ เกิดเป็นแผ่นของหินปูนลักษณะเหมือนแผ่นที่มาฉาบหน้าอยู่

ม่านหินปูน (Drapery) คือ หินที่มีลักษณะคล้ายม่าน เกิดจากน้ำที่มีสารคาร์บอเนตสูงที่ไหลตามผนังที่เอียง หยดน้ำทีละหยดที่ไหลผ่านไปตามแนวเดิม เมื่อน้ำเกิดสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จึงทำให้เกิดการตกตะกอนของแร่แคลไซต์มีลักษณะเป็นแผ่นบาง และมักจะโปร่งแสงงอกยาวขึ้นเรื่อย ๆ

ม่านเบคอน (Bacon Formation) คือ หินที่มีลักษณะเหมือนผ้าม่าน แต่จะมองเห็นแถบสีอ่อน สีแก่เป็นชั้น ๆ เนื่องจากความแตกต่างของส่วนประกอบของแร่ธาตุในหยดน้ำ บางแห่งจะมีสีน้ำตาลแดงสลับกับสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน

ทำนบหินปูน (Rimstone pool) คือ ตะกอนหินปูนที่ก่อตัวขึ้นแล้วมีลักษณะคล้ายเขื่อนหรือทำนบ หรือขั้นบันไดที่กั้นน้ำไว้ เกิดในบริเวณพื้นถ้ำหรือตามแนวทางน้ำไหล เมื่อน้ำไหลจะทิ้งตะกอนหินปูนเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

การเกิดถ้ำ พอจะแบ่งเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ ดังนี้

ถ้ำพุหวาย-อุทัยธานี-3

น้ำในสภาพกรดอ่อนจะซึมลงชั้นหินปูนผ่านรอยแตกเล็ก ๆ จนถึงระดับน้ำใต้ดินและละลายหินปูนออกไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นช่องหรือทางน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ขึ้ และ ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้น้ำใต้ดินลดระดับลง น้ำในทางน้ำจะลดลงตาม ทิ้งให้ทางน้ำใต้ดินเดิมกลายเป็นโพรงที่ว่างเปล่าซึ่งเรียกกันว่า ถ้ำนั่นเอง

ติดต่อคนนำทางได้บริเวณปากถ้ำ : ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ทางด้านหลังของถ้ำพุหวาย คือ ถ้ำเทพมาลีหรือถ้ำพญานาค เป็นถ้ำขนาดเล็กค่อนข้างลึกมีความสวยงามตามธรรมชาติของหินงอกหินย้อย ยอดเขาพุหวาย สูง 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่กว้างไกลอย่างสวยงาม บนสันเขามีสภาพเป็นป่าเต็งรังที่ค่อนข้างสมบูรณ์

การเดินทาง : จากทางหลวงหมายเลข 3011 แยกเข้าทางเดียวกับสวนห้วยป่าปกรีสอร์ท และวัดถ้ำเขาวง แต่ทางไปถ้ำจะอยู่เลยจากแยกเข้าวัดถ้ำเขาวงไปประมาณ 4 กิโลเมตร

ข้อมูลเพิ่มเติม : ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร 0 5652 0826

ขอขอบคุณบทความรีวิวการเที่ยวท่องไทย โดย ufa168

เครดิต https://ufabets5.com/ufa168/

Categories
Blog

น้ำพุร้อนฝาง เชียงใหม่

น้ำพุร้อนฝาง-เชียงใหม่4

น้ำพุร้อนฝาง เชียงใหม่ ตั้งอยู่ภายใน อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีความน่าอัศจรรย์อยู่ในตัว ตรงที่เป็นบ่อน้ำพุร้อน ที่เกิดขึ้นมาจาก หินร้อนเหลวที่อยู่ใต้เปลือกโลก (แม็กม่า) ไหลแทรกมาตามช่องหิน ขึ้นมาใกล้เปลือกโลก ทำให้ชั้นหินบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้น และ เมื่อน้ำบาดาลไหลผ่าน ชั้นหินร้อนดังกล่าว

จึงทำให้อุณหภูมิของน้ำนั้น สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดแรงดันมหาศาล และ ดันตัวเองผ่านรอยแยกของ หินแกรนิต ขึ้นมาบนพื้นผิวโลก จนเกิดเป็นน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมา โดยมีไอร้อน เป็นควันลอยคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความร้อนของน้ำในบ่อน้ำพุร้อนนั้น มีความร้อนสูงประมาณ 80-100 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

สำหรับบ่อน้ำพุร้อนฝาง มีมากมายกว่า 50 บ่อ โดยตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปรอบๆ ภายในบริเวณพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่า 10 ไร่ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ได้พัฒนาพื้นที่ ให้มีความสวยงามเข้ากับธรรมชาติ โดยทำทางเดินด้วยแนวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดิน เข้าไปชมบ่อน้ำพุร้อน ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งบ่อน้ำพุร้อน บางบ่อก็มีขนาดใหญ่

บางบ่อมีขนาดเล็ก แต่ว่า จะมีบ่อใหญ่อยู่หนึ่งบ่อที่จะมี ไอน้ำพุ่งขึ้นสูงกว่า 40-50 เมตร ซึ่งสร้างความตื่นตะลึง ให้กับผู้ที่ได้มาชม พร้อมกับส่งกลิ่นกำมะถันกระจายไปทั่ว และ ก็มีบางบ่อ ที่มีอุณหภูมิสูง ถึงขนาดสามารถต้มไข่จนสุกได้ ภายในระยะเวลาแค่ 10-20 นาที ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ก็ได้จัดเป็นกิจกรรมต้มไข่ ในบ่อน้ำพุร้อน ไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้มาร่วมสนุกกับกิจกรรมของที่นี่

น้ำพุร้อนฝาง เชียงใหม่

น้ำพุร้อนฝาง-เชียงใหม่1

น้ำพุร้อน ที่พุ่งขึ้นมาจากบ่อเหล่านี้ ยังมีคุณสมบัติของแร่ธาตุ ที่มีคุณประโยชน์มากมาย อย่างเช่น แคลเซียม โซเดียม ซัลเฟอร์ ที่เชื่อว่ามีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคผิวหนัง และ โรคไขข้ออักเสบได้ ทั้งยังช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดี เมื่อนำมาอาบซึ่งบ่อ น้ำพุร้อนฝางก็ได้ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่า มีคุณสมบัติของแร่ธาตุดังกล่าว

ที่สามารถนำมาอาบ ได้โดยปลอดภัย ทางอุทยานฯ ได้จัด ทำห้องอาบน้ำแร่ ห้องอบไอน้ำ และ บ่อน้ำร้อน ไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการมาอาบน้ำพุร้อน โดย ตั้งอยู่ก่อนถึง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติฯ เล็กน้อย และ ทางอุทยานแห่งชาติฯ ยังได้จัดให้มีเส้นทาง เพื่อศึกษาธรรมชาติเดินขึ้นเขา ป่าเบญจพรรณ มาถึง ยังบ่อน้ำพุร้อน มีระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร

 ขุมพลังธรรมชาติใต้พิภพ ที่ได้ปลดปล่อยโพยพุ่งออกมา เป็นน้ำพุร้อน ด้วยอุณหภูมิของน้ำร้อนในแต่ละบ่อตั้งแต่ 30-80 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมการต้มไข่ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติบ่อน้ำพุร้อน การชมน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ซึ่งพุ่งขึ้นสูงประมาณ 30 เมตร กิจกรรมการอบตัว อาบน้ำแร่ การแช่เท้าหรือแม้กระทั่งการนั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์บ่อน้ำพุร้อน

ลักษณะภูมิอากาศ น้ำพุร้อนฝาง เชียงใหม่

สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มีอุณหภูมิเฉลี่ย ตลอดทั้งปีประมาณ 25.4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด อยู่ในเดือน เมษายน ประมาณ 39.1 องศาเซลเซียส และ ฝนตกชุก ระหว่างเดือน พฤษภาคม-กันยายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ตลอดทั้งปีประมาณ 1,183.5 มิลลิเมตร มีอากาศหนาวเย็น ในช่วงเดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 14-19 องศาเซลเซียส ยอดดอย มีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงฤดูหนาว เฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียส

การเดินทางไปบ่อน้ำพุร้อนฝาง

เดินทางด้วยรถส่วนตัว

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวง หลวงแผ่นดินหมายเลข 107 สู่อำเภอฝาง เมื่อมาถึงอำเภอฝาง ให้ขับไปตามถนนฝาง-ม่อนปิ่น ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนน รพช. 4054 สู่บ้านโป่งน้ำร้อนอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ก็จะถึง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ดอยผ้าห่มปกซึ่งเป็นที่ตั้งของ บ่อน้ำพุร้อนฝาง

เดินทางด้วยรถประจำทาง

มีรถประจำทางปรับอากาศของ บริษัทขนส่งจำกัด และ บริษัทรถร่วมเอกชน ระหว่าง กรุงเทพ-ฝาง , เชียงใหม่-ฝาง เมื่อถึงอำเภอฝาง จะมีรถรับจ้างคอยบริการรับส่ง สู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร

สำหรับเส้นทางไป ดอยฟ้าห่มปกนั้น ควรเดินทางด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ตามถนนสายฝาง – บ้านห้วยบอน เมื่อถึงบ้านห้วยบอนแล้ว ตรงไปตามถนนลูกรัง อีกประมาณ 18 กิโลเมตร จะถึงที่ตั้งลานกางเต้นท์ กิ่วลม ซึ่งห่างจากยอดดอยผ้าห่มปก โดยทางเดินเท้า ประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ประมาณ 3 ชั่วโมง

น้ำพุร้อนฝาง-เชียงใหม่-1

ข้อปฎิบัติในการอาบน้ำแร่

  1. อาบน้ำชำระร่างกายก่อนลงอ่าง
  2. ห้ามใช้สบู่แชมพูในอ่าง
  3. ห้ามสูบบุหรี่
  4. ถอดเครื่องประดับเงินก่อนลงอ่าง
  5. อาบไม่เกิน 20 นาที

บริการผ้าเช่า
– ผ้าถุงผืนละ 10 บาท
– กางเกงตัวละ 10 บาท
– ผ้าขนหนูผืนเล็ก 10 บาท
– ผ้าขนหนูผืนใหญ่ 15 บาท

ค่าบริการอาบน้ำแร่
– 
อาบน้ำแร่กลางแจ้ง ไม่จำกัดเวลา ผู้ใหญ่ 20 เด็ก 10
– อบไอแร่ ผู้ใหญ่ 30 เด็ก 10 บาท

ค่าบริการห้องแช่น้ำแร่
– ค่าบริการท่านละ 50 บาท ใช้บริการ 2 ท่านขึ้นไปต่อห้อง
– ราคาเหมาห้อง ห้องละ 150 บาท ใช้บริการ 3-5 ท่าน
– ถ้าต้องการใช้บริการ 1 ห้อง ต่อ 1 คน คิดห้องละ 100 บาท
– ใช้บริการครั้งละ 30 นาที

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ : ลานกางเต็นท์ บ้านพัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ จักรยานเช่า ผ้าเช็ดตัว-ผ้าถุง-กางเกงให้เช่า

กิจกรรมอื่นๆ : ต้มไข่ นวดแผนไทย เดินป่าศึกษาธรรมชาติ แช่เท้าในธารน้ำแร่ เที่ยวห้วยแม่ใจ (ห่างไป 100 เมตร)

ข้อมูลการติดต่อที่อยู่

เลขที่ 224 หมู่ 6 ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50110

เบอร์ติดต่อ 053-453517

doiphahompok.np@hotmail.com

ขอขอบคุณบทความ รีวิวที่เที่ยวไทย โดย ufa168

Categories
Blog

วัดพระธาตุเขาน้อย น่าน

วัดพระธาตุเขาน้อย-น่าน

วัดพระธาตุเขาน้อย น่าน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้าน ตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ. 2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่อ อิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา

วัดพระธาตุเขาน้อย น่าน ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้าได้ รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริต เดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกันวัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และ เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง

ชาวบ้านจังหวัดน่าน สันนิษฐานว่า มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์

ประดิษฐานพระพุทธมหา อุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญ พระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ตามประวัติ พระธาตุองค์นี้ สร้างโดย มเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่ 20 เจ้าผู้ครองนครน่านอีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุ

โดยตลอดจนกระทั่ง มีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิงกรมศิลปากรได้ทำการสำรวจ และ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อปีพ.ศ.2523 ด้วยความเป็นวัด ที่อยู่บนเขาสูงจึง เป็นจุดชมทิวทัศน์ ที่สวยงาม อยู่ตรงลานปูน พระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่

คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรี ศรีเมืองน่าน สร้างเมื่อปีพ.ศ.2542 ถือเป็นจุดเดียวที่เห็น เมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขา น้อยใหญ่ ตั้งทะมึน โอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้ เราเห็นชัด ถึงลักษณะการตั้งเมือง ของทางภาคเหนือ ที่มักเลือก ทำเลที่ตั้ง บนที่ราบลุ่ม และ หุบเขาด้วย

วัดพระธาตุเขาน้อย น่าน แต่วิวไม่น้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย-น่าน1

หลายคนน่าจะรู้จัก วัดพระธาตุเขาน้อย กันดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากภาพโปสการ์ด หรือ กระทู้รีวิวเมืองน่านในพันทิป ที่มักจะมีภาพ พระพุทธรูปปรางค์ยืนแล้วเห็นเมืองน่าน อยู่ด้านล่าง คือ ภาพที่ถ่ายจากลาน บนวัดพระธาตุเขาน้อย โดยส่วนใหญ่แล้ว นักท่องเที่ยวจะแวะขึ้นมาไหว้พระ ในช่วงกลางวัน แล้วก็ชมวิวเมืองน่าน และ ก็กลับ

ทั้งที่จริงแล้ว วัดพระธาตุเขาน้อย ถือเป็นจุด ที่สามารถเก็บแสงเช้า ได้สวยมากๆ อีกแห่งหนึ่งของ จังหวัดน่าน แนะนำว่า ถ้าคืนไหนนอนในเมืองน่าน เช้าวันต่อมา ให้ขึ้นมาเก็บแสงเช้า ที่วัดพระธาตุเขาน้อยก่อนเลย เมื่อได้รูปภาพที่พอใจแล้ว ค่อยลงไปเที่ยววัดต่างๆในเมือง และ ควรมาถึงด้านบนวัดพระธาตุฯก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสัก1ชั่วโมง

วัดพระธาตุเขาน้อย น่าน ไปช่วงไหนสวย มีทะเลหมอก

วัดพระธาตุเขาน้อย-น่าน2

ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่สวยมากที่สุด เพราะบริเวณลานด้านบนวัดสามารถเก็บแสงเช้า และ พระอาทิตย์ขึ้นได้ ในช่วงฤดูหนาวบางครั้งจะมีทะเลหมอกปกคลุมเมืองน่าน เดือนธันวาคม – มกราคม ในเรื่องของทะเลหมอกหลายคนมักเข้าใจผิดว่าจะเกิดขึ้นตอนช่วงที่ลมหนาวลงมาแรง

หมอกที่ปกคลุมเมืองน่าน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้น ช่วงที่ลมหนาวรอบนั้นกำลังอ่อนลง เพราะ เมืองน่านเวลาลมหนาวลงมาช่วงแรกๆ ลมจะพัดแรงมากจนหมอกปลิวหายหมด ดังนั้น หากใครอยากมาเก็บทะเลหมอก บนนี้ให้มาช่วงที่ลมหนาว เริ่มอ่อนกำลังลง รับรองหมอกเยอะแน่นอน และได้รูปภาพที่สวยงามมากๆ

ร้านอาหาร และ ร้านกาแฟน่าน

หยุดเวลา คาเฟ่

หยุดเวลา คาเฟ่

ที่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือนิยามของ คาเฟ่หลักร้อย วิวหลักร้าน ที่แท้จริง แม้ทางขึ้นจะดูลำบากเล็กน้อย แต่รับรองเลยว่าบาร์เล็ก ๆ ด้านหน้าตัวร้านที่หันเข้าหาวิวขุนเขา ปกคลุมด้วยสายหมอกบางๆ จะทำให้คุณลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางได้แน่นอน ไม่เพียงแค่นั้น

บรรดาเครื่องดื่ม นมคาราเมลหวานละมุน และ กาแฟดริปรสเข้มข้นยังเพิ่มความฟินได้อีกไม่น้อย ยิ่งถ้าได้ทานคู่กับบลูเบอร์รี่ชีสพาย รสเปรี้ยว หวานดูเข้ากัน คงอยากทำให้คุณได้หยุดเวลาอยู่ที่นี่อย่างแท้จริง พิกัด : หมู่บ้านสะปัน ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 07.30 – 18.00 น

วิวนา คาเฟ่

หากคุณอยากหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ แล้วมาเอนกายซบธรรมชาติ มองน้ำค้างบนยอดข้าว ต้องมาที่ วิวนาคาเฟ่ ร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลจากวัดบ้านยู้ วัดดังของเมืองน่าน ที่มาพร้อมมุมถ่ายรูป สุดฮิตอย่างบันไดสวรรค์ และ ซุ้มถ่ายรูปกลางนา สุดเก๋สไตล์วินเทจ ให้คุณได้ใช้เวลากับธรรมชาติตรงหน้า อย่างเต็มที่

พร้อมกับเมนูเครื่องดื่มที่น่าสนใจ เช่น มันม่วงนมสด สีม่วงสะดุดตา แต่ยังคงรสชาติหวานมัน กลมกล่อมไว้อย่างดี ทานคู่กับพิซซ่าเตาถ่าน โฮมเมดกลิ่นหอมกรุ่น กับอากาศที่เริ่มหนาว รับรองเลยว่า ต้องเป็นมื้อที่พิเศษสุด ๆ แน่นอน พิกัด : บ้านยู้ ม.11 ต.จอมพระ อ.ท่าวังผา เทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 18.00 น.

โชยคาเฟ่

เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็น คาเฟ่สไตล์ล้านนาดั้งเดิมกันบ้าง ที่โชยคาเฟ่ ราวกับว่า เราอยู่ในคุ้มเจ้านางเมืองเหนือ ที่ดูร่มรื่น รายล้อมไปด้วยต้นไม้มีทั้งโซน indoor และ outdoor แถมยังมีร้านขายเสื้อผ้า พื้นเมือง ของ ฝ้ายเงิน และ โฮมสเตย์สำหรับนักท่องเที่ยว อีกด้วย ด้านเมนูข้าวซอยน้ำเงี้ยว เป็นเมนูสุดฮิตของที่นี่ ด้วยรสเผ็ดเปรี้ยวกำลังดี

ทานคู่กับแคปหมูหนังพองถือว่าครบสูตร และ อย่าลืมลองชิมชาเขียวน้ำมะกรูด เมนูสุดครีเอท ที่ต้องลองด้วยตัวเอง จะมากันทั้งครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือเป็นคู่ รับรองว่าได้ความประทับใจกลับไปแน่นอน พิกัด : บ้านนาผา ต.กองควาย อ.เมือง จ.น่าน เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 08.30–17.00 น.

ที่อยู่ : 89 มหาพรหม ตำบล ผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000

ขอขอบคุณบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวไทย โดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

เกาะตาชัย พังงา

เกาะตาชัย-พังงา

เกาะตาชัย พังงา เป็นหมู่เกาะสิมิลัน และ เกาะตาชัย มีลักษณะ ทางธรรมชาติ ที่คล้ายคลึงกับ สิมิลัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า หาดทรายขาว ที่ทอดยาวขนาน ไปกับผืนน้ำประมาณ 700 เมตร  มีจุดดำน้ำดูปะการัง ที่ทอดตัว ยาวขนานกับชายหาด มีแนวปะการังที่สวยงาม และ ค่อนข้างสมบูรณ์ และ เต็มไปด้วยปะการังแข็ง และ ปะการังอ่อนสีแดง

เกาะตาชัย พังงา มีความสมบูรณ์ ของแนวปะการัง ทำให้เกาะตาชัย อุดมไปด้วย ปลาทะเลน้อยใหญ่ ที่เข้ามาหากิน และ หลบภัยจากอวนลาก ของชาวประมง หากมาในช่วงจังหวะดีๆ จะได้พบเห็นฉลามวาฬ กระเบนราหู และ กระเบนนกเวียนว่ายไปมา ทักทายด้วยความงดงาม และ ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มีจุดชมวิวที่สวยงาม ทำให้เกาะตาชัยกลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนอยากเดินทางไปสัมผัส

ประวัติความเป็นมา เกาะตาชัย พังงา

ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของ อุทยานแห่งชาติของหมู่เกาะ สิมิลัน และ อยู่ใกล้ หมู่เกาะสุรินทร์ และ ถูกพบครั้งแรก โดยชายที่ชื่อ ตาชัยที่เป็นชาวประมง ทำให้ตั้งชื่อเกาะตามคนค้นพบว่า เกาะตาชัย เกาะแห่งนี้ ถูกสำรวจพบนานแล้ว แต่เพิ่งขึ้นตรงกับ อุทยานแห่งชาติ

เกาะตาชัย พังงา และ หมู่เกาะสิมิลัน เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ ไปชื่นชมความงามกันได้ ไม่นาน ช่วงเวลาที่เกาะตาชัยสวยงามที่สุด ก็คือ เดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จากนั้นเกาะตาชัย จะปิด 6 เดือน เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู และ ได้มีความเป็นธรรมชาติของตัวมันเอง

ท่องเที่ยว เกาะตาชัย พังงา

ปัจจุบัน เกาะตาชัย ไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวค้างคืนได้ สามารถท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น บนเกาะไม่มี ที่พักไม่มี อาหารขาย มีสิ่งอำนวยความสะดวก คือ ห้องน้ำแยกชายหญิง เป็นสัดส่วน โดย การท่องเที่ยวเกาะตาชัย สามารถซื้อแพ็คเกจ

แบบเช้าไปเย็นกลับ (One Day Trip) กับบริษัททัวร์ที่ให้บริการนำเที่ยวราคาจะอยู่ที่ 2600-2800 บาท รวมอาหารแพค ดำน้ำ และรถรับส่ง  โดยการเดินทางไปเที่ยวเกาะตาชัย สามารถเดินทางได้ทั้งจากจังหวัดพังงา หรือ จะเดินทางจากภูเก็ตก็ได้โดยทาง บ.ทัวร์จะมีรถตู้คอยอำนวยความสะดวกรับส่งระหว่างโรงแรม และ ท่าเรือทับละมุ

ถ่ายรูปกิจกรรมยอดฮิตบนเกาะตาชัย

เกาะตาชัย-พังงา1

จุดเด่นของเกาะตาชัย ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทย และ เทศจำนวนมากเดินทางมาชมความสวยงามประกอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใสหาดทรายขาว ละเอียดนุ่ม คล้ายคอฟฟี่เมท ความยาวของหาดทรายประมาณ 700 เมตร แนวปะการังอันงดงาม ปะการังอ่อน และ ดอกไม้ทะเล

ฝูงปลานานาชนิด มีปลาการ์ตูน ปลานกแก้ว ปลาสิงโต เป็นต้น ยังมีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของการมาเกาะตาชัย คือ การเดินป่าเข้าไปดู หอยทากมรกต, ปูไก่ เป็นปูน้ำจืดขนาดใหญ่ที่ชอบอาศัยอยู่ตามธารน้ำ ตั้งชื่อปูไก่เพราะส่งเสียงร้องคล้ายไก่ ชอบออกหากินในช่วงกลางคืน

ชายหาดเกาะตาชัย ทรายขาว น้ำใส

การไปเที่ยวเกาะตาชัย สามารถซื้อแพ็คเกจแบบเช้าไปเย็นกลับ (One Day Trip) ได้ที่ ท่าเรือคุระบุรี อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา และ ที่ท่าเรือทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ท มีผู้ให้บริการอยู่หลายราย เช่น เลิฟอันดามัน เม็ดทราย ฯลฯ

ค่าทัวร์เริ่มต้นที่คนละ 2,000 บาท นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักที่ภูเก็ต หรือ พังงาก็ได้ บริษัททัวร์จะมีรถมารับในตอนเช้าไปขึ้นเรือที่ท่าเรือทับละมุ พังงา ก่อนขึ้นเรือจะต้องถอดรองเท้าไว้ที่ท่าเรือ

เกาะแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องหาดทรายขาวราวคอฟฟี่เมต เป็นที่เที่ยวนิยมมากๆ ในไม่กี่ปีมานี้ค่ะ เกาะตาชัยเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ทางอุทยานฯ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าไปยลโฉม

ได้ไม่นาน อีกอย่างคือเกาะตาชัยนั้นจะมีช่วงปิดเกาะให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูในช่วงเดียวกันกับเกาะสิมิลัน จึงทำให้ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวเราจะมีโอกาสสัมผัสความงามที่สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ

การเดินทางไปเกาะตาชัย

การเดินทางไปเกาะตาชัยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการซื้อ One day trip จากบริษัททัวร์ บริษัททัวร์จะมีรถตู้มารับจากที่พักย่านเขาหลัก ภูเก็ต ในตอนเช้า ไปส่งยังท่าเรือบ้านน้ำเค็ม – ท่าเรือทับละมุ จ.พังงา จากท่าเรือไปเกาะตาชัยด้วยเรือ speed boat

ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 2 ชั่วโมง กับระยะทาง 85 กิโลเมตร และตอนเย็นก็มีรถตู้มาส่งกลับที่พัก ปัจจุบันมีผู้ให้บริการทัวร์เกาะตาชัยอยู่ 3-5 เจ้า การบริการ และ คุณภาพค่อนข้างใกล้เคียงกัน เป็นทัวร์ระดับ premium ทั้งหมด

สัมภาระและของมีค่า

ใครที่กังวลว่าของมีค่า นาฬิกา กล้อง โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าตังค์ จะฝากไว้ที่ใครตอนที่ดำน้ำ แนะนำตามนี้ ถ้ามีของมีค่ามากให้เอากระเป๋าแบบมีซิปกุญแจไปด้วย เสร็จแล้วก็ใช้กุญแจล๊อคซิป หรือ ถ้าไม่มีกระเป๋าแบบนั้นก็เอาเสื้อผ้ามาคลุม

มัดกระเป๋า ให้เปิดยากๆ และ บังสายตา แต่จากประสบการณ์ที่ไปดำน้ำมาหลายที่ทุกคนก็เอาใส่กระเป๋าแล้ววางไว้ปกติ ก็ไม่เคยมีใครว่าหายนะ เพราะลูกเรือเค้าก็ช่วยดูอยู่ แต่หลังจากขึ้นน้ำแล้วเช็คของให้เรียบร้อยก่อนถึงฝั่ง ถ้าจะมีขโมยจริง ขโมยก็อยู่บนเรือแหล่ะครับ จับตัวคงไม่ยาก

แหล่งธรรมชาติ

เกาะตาชัย-พังงา2

เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ บนเกาะตาชัย และ เป็นเส้นทางที่ขนานไปกับชายหาดระยะทางประมาณ 500 เมตร สุดทางจะไปโผลที่ชายหาดด้านใต้ ไกด์อาร์ตอธิบายถึงสิ่งมีชีวิตบนเกาะตาชัย ได้แก่ปูไก่ ปูเสฉวนยักษ์ และ หอยทากมรกต ปูไก่เป็นปูที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

มีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย ชื่อ “ปูไก่” มาจากเสียงร้องของปู เสียงจิ๊บๆ คล้ายเสียงของไก่ ปูไก่เป็นปูภูเขา มีขน ก้ามโต ออกหากินเวลากลางคืน และ อยู่ในรูเวลากลางวัน ชอบอยู่บริเวณน้ำก่อย ปูไก่เป็นปูที่ไม่มีคนนำมารับประทานเนื้อจากเนื้อปูมีกรดยูริคอยู่กลิ่นจะฉุนคล้ายปัสสาวะ

ส่วนหอยมรกตเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งจะมีการค้นพบไม่นาน พบได้แห่งเดียวในประเทศไทยที่เกาะตาชัย รูปร่างหอยเหมือนกับหอยทากทั่วไปแต่มีสีออกขาวเหลือง หรือ เขียวอ่อน ดูสวยงาม ชื่อ “หอยมรกต” เป็นชื่อที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชทานชื่อให้

ทะเลใต้เป็นทะเลที่เงียบ และ อบอุ่นมากๆ มีแต่ชาวบ้านท้องถิ่น หมู่บ้านน้ำเค็ม ริมทะเลอันดามัน ครั้งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้โดน คลื่นสึนามิ ที่นี่จึงเป็นอนุสรณ์สถาน และ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทั่วไป

ที่อยู่ อาคารศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพังงา
ศาลากลางจังหวัดพังงา   ถ.เพชรเกษม
ต.ท้ายช้าง อ.เมือง จ.พังงา 82000

ขอขอบคุณบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว โดย ufabet.com

Categories
Blog

พญาคันคาก ยโสธร

พญาคันคาก-ยโสธร2

พญาคันคาก ยโสธร ประติมากรรมสุดอลังการ

พญาคันคาก ยโสธร เป็นจังหวัดที่มีประเพณี การปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ ศาสนา ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชาวยโสธร ซึ่งมีความเชื่อว่าโลกนั้น ประกอบด้วย โลกมนุษย์ โลกเทวดา และ โลกบาดาล โดยโลกมนุษย์ อยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกเทวดา

ซึ่งชาวอีสาน เรียกเทวดาว่า พญาแถน ซึ่งพญาแถนมีอิทธิพลต่อ ฝน ฟ้า ลม หากมนุษย์ทำให้พญาแถนโปรดปราน หรือ พอใจ ก็จะบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล จึงเกิด พิธีการบูชาพญาแถน โดยการใช้บั้งไฟ เพื่อแสดงการเคารพ และ เป็นการขอฝนจากพญาแถน

อันเป็นที่มาของประเพณี บุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธรอันโด่งดัง จากตำนานเรื่องเล่า อันถือว่ามีความสำคัญ ต่อจังหวัดยโสธร ดังกล่าวข้างต้น จังหวัดยโสธรจึงจัดสร้าง วิมานพญาแถน ขึ้นบริเวณลำทวน เพื่อใช้เป็นสถานที่ที่แสดงถึง วัฒนธรรมประเพณี ของจังหวัด

เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ แหล่งเรียนรู้ ที่สำคัญของจังหวัด ซึ่งภายในวิมานพญาแถนนั้น ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่สะท้อน ถึงตำนานบุญบั้งไฟของ ยโสธร จึงจัดสร้าง วิมานพญาแถน ขึ้นบริเวณลำทวนเพื่อใช้เป็นสถานที่ ที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณี ของจังหวัด

เป็นแหล่งท่องเที่ยว และ แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ของจังหวัดโดยเริ่มก่อสร้างวิมานพญาแถน มาตั้งแต่สมัย นายวันชัย อุดมสิน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรและอดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง ได้เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อนายพีรพันธุ์ พาลุสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขณะนั้น ได้จัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดคือ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ มาดำเนินการก่อสร้าง เป็นช่วงๆ ปี คาดว่าจะใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 200 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในกลุ่มจังหวัด

ประวัติ พญาคันคาก ยโสธร

พญาคันคาก ยโสธร พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หรือ พิพิธภัณฑ์คางคก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่โดดเด่นแปลกตาของจังหวัดยโสธร ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำลำทวน อำเภอเมือง บริเวณสวนสาธารณะพญาแถน

เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่สอดแทรกตำนาน เรื่องเล่าพื้นเมือง ของชาวอีสาน เกี่ยวกับตำนาน พญาคางคก และ ประเพณีบุญ บั้งไฟอันโด่งดัง ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปคางคกขนาดยักษ์เป็นอาคารสูง 5 ชั้น

หรือ ประมาณ 19 เมตร พื้นที่ประมาณ 835 ตารางเมตร และ นิทรรศการภายในจะบอก เรื่องเกี่ยวกับที่มาของบั้งไฟ โดยจัดฉายเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ และ นิทรรศการ เกี่ยวกับคางคกชนิดต่าง ๆ

ที่พบได้ในเมืองไทยที่มีอยู่กว่า 20 ชนิด และ มีการรวบรวมของดีทางด้านเกษตรกรรม ของเมืองยโสธร ไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึง เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของจังหวัดยโสธร

พญาคันคาก

พญาคันคาก-ยโสธร-1

อาคารรูปร่างคากคงสูงใหญ่ สีส้มสดใสริมลำทวน (แม่น้ำทวน) ตัวเมืองยโสธร กลายเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนเสร็จเรียบร้อย และ ตอนนี้สมบูรณ์พร้อมยิ่งขึ้นเมื่อเปิดพิพิธภัณฑ์ภายในให้ชมกันแล้วตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

บอกเล่าตำนานการสู้รบ ระหว่างพญาคันคาก กับ พญาแถน อันเป็นที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟ รวมถึง เรื่องทางชีววิทยาเกี่ยวกับ คางคก กบ อึ่ง เขียด ในประเทศไทย และ ความเป็นมาของยโสธรด้านอื่นๆ แถมชั้นบนสุดบริเวณปากพญาคันคากเป็นจุดชมวิวมองเห็นเมืองยโสธรกว้างไกลอีกด้วย

ใกล้เคียงกันคือพิพิธภัณฑ์พญานาค ใช้แสงสีเสียงแสดงเรื่องราวความเชื่อของคนพื้นถิ่นทางภาคอีสานอย่างน่าสนใจ เสียเงินเพียงครั้งเดียวเที่ยวได้ทั้งสองพิพิธภัณฑ์ เป็นจุดเช็คอินต้องห้ามพลาดของยโสธร

ดึกดำบรรพ์กาลเมื่อก่อน ก็เป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน ผีแลคนเที่ยวไปมาหากันบ่ขาด คนกับสัตว์พูดจาปราศรัยไต่ถามรู้ความกันเป็นเรื่องปกติธรรมดา บริเวณหุบเขาและทุ่งราบกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง มีบ้านเมืองแว่นแคว้นหนึ่งตั้งอยู่ชื่อว่าเมืองชมพู แวดล้อมด้วยคูน้ำและคันดินเป็นปราการอยู่กลางทุ่งราบ ที่มีห้วยหนองคลองบึงบุ่งทามลำธารลานลาดพาดผ่าน

พระราชาผู้ครองเมืองชมพูมีนามว่า พญาเอกราช มเหสีมีนามว่า นางสีดา ข้าทาสบริวารกับไพร่บ้านพลเมืองของนางสีดา และพญา เอกราชมีมากมายนับไม่ถ้วน ล้วนเป็นชนเผ่าเหล่ากอหน่อเนื้อเชื้อพันธุ์ต่างๆ กัน แต่ตั้งหลักแหล่งแห่งหนปนอยู่ด้วยกันอย่างสดชื่นรื่นรมย์อุดมสมบูรณ์ ครานั้นครั้นนางสีดามเหสีมีครรภ์แก่ครบกำหนดคลอด ก็คลอดลูกเป็นคันคาก คือคางคกตัวผู้ ผิวพรรณขรุขระน่าเกลียดน่ากลัว

การเดินทาง ไปยัง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) มาจนถึงจังหวัดสระบุรี จากนั้นให้แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา อำเภอพิมาย มาจนถึงอำเภอบ้านไผ่ แล้วแยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ มาจนถึงจังหวัดยโสธร ส่วนทางไป พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ไม่ยากเลย เปิดแมพตามมาได้เลย

หรืออีกเส้นทางนึง จากถนน ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) จังหวัดนครราชสีมา ก็ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 207 ที่บ้านวัด จนถึงอำเภอประทาย จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 202 ผ่านอำเภอพุทไธสง อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ ไปจนถึงจังหวัดยโสธร

การเข้าเยี่ยมชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

พญาคันคาก-ยโสธร1

เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันจันทร์ (ปิดวันอังคาร ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) วันธรรมดา ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 15.00 – 18.00 น วันหยุดราชการ ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 13.00 – 19.00 น.ห้ามนำอาหารและ เครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก และ อาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค

บริเวณพิพิธภัณฑ์คันคาก มีให้บริการรถรางชมเมืองฟรี ทุกวันศุกร์-วันอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที โดยจะแวะจอด 5 สถานีด้วยกัน คือ สถานีวิมานพญาแถน สถานีวัดมหาธาตุ สถานีบ้านสิงห์ท่า สถานีบุ่งน้อยบุ่งใหญ่ และ สถานีวัดศรีธรรมาราม เลือกขึ้นกันได้ 3 เที่ยว คือ
– เที่ยวที่ 1 เวลา 09.30 น. – 10.50 น.
– เที่ยวที่ 2 เวลา 14.00 น. – 15.20 น.
– เที่ยวที่ 3 เวลา 16.00 น. – 17.20 น.

ขอขอบคุณบทความแนะแนวการท่องเที่ยวโดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ ดินแดนแห่งความฝัน

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูงจากระดับน้ำทะ 1,400 เมตร และ มียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร

ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 26.52 ตารางกิโลเมตร หรือ 16,577 ไร่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ให้เขาช่วยตัวเอง”

เปลี่ยนพื้นที่จากไร่ฝิ่นมาเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาวที่สร้างรายได้ดีกว่าเก่าก่อน ปัจจุบันดอยอ่างขางได้เปลี่ยนสภาพจากภูเขาซึ่งถูกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และไม้ดอกเมืองหนาวมากกว่า 20 ชนิด

สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส มีชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง อาศัยอยู่โดยรอบกว่า 600 ครัวเรือนใน 6 หมู่บ้าน

ทั้งนี้การปลูกต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนั้นมีข้อมูลระบุว่า เมื่อครั้งที่ “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เสด็จประเทศญี่ปุ่น และทราบว่าที่ประเทศญี่ปุ่น

มีการจัดเทศกาลฮานามิ (การชมดอกซากุระ) จึงมีดำริให้มีการปลูกและรวบรวมต้นซากุระ โดยที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้นำมาปลูกไว้ในจุดต่าง ๆ ปัจจุบันภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางปลูกต้นซากุระญี่ปุ่นและเชอร์รีไต้หวันไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ต้น

ซึ่งต้นซากุระญี่ปุ่นและเชอร์รีไต้หวันของสถานีฯ อ่างขางใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด โดยอายุต้น 5-10 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มออกดอก และเนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นจึงมีอายุการปลูกยาวไปจนถึง10 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลต้น)

การเดินทางสู่ ซากุระอ่างขาง เชียงใหม่ สามารถเดินทางได้ 2 เส้นทาง


• เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง เลี้ยวซ้ายทางแยกตำบลเมืองงาย ตรงเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังศูนย์ฯ

• เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ถึง กม. 137 แยกบ้านปางควาย เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1249 ตรงไปประมาณ 25 กิโลเมตร
หมายเหตุ- ใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท (ควรเช็คสภาพเครื่องยนต์ก่อนขึ้นเขา และผู้ขับขี่ควรมีประสบการณ์ เพราะเส้นทางมีความชันมาก) หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง ราคาเหมา 1,000 – 1,500 บาท

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสถานที่นี้

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่2

เที่ยวดอยอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เชียงใหม่ เป็นสถานีวิจัยของโครงการหลวงที่เลื่องชื่อเรื่องพืชพันธุ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและทัศนียภาพอันสวยงาม และมีกิจกรรมให้ทำมากมาย เช่น เยี่ยมหมู่บ้านหลวง ,เดินป่าระยะสั้น ,ชมโรงเรือนดอกไม้ และ กิจกรรมดูนก ความมหัศจรรย์แห่งสายลมหนาวปกคลุมบนดอยสูงถูกแต่งแต้มระบายด้วยสีสันของดอกไม้งาม

ในเดือนมกราคมนี้เป็นช่วงที่ดอกซากุระญี่ปุ่น หรือ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ผลิบานทั่วทำให้ “ดอยอ่างขาง” กลายเป็นสีชมพูสุดแสนโรแมนติก ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวของคุณในช่วงวันหยุดกลายเป็นวันพิเศษถ้าได้ชม “ดอกซากุระดอยอ่างขาง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทุกคน ที่นอกจากจะมาสัมผัสอากาศอันหนาวเหน็บแล้วยังอยากพบเจอกับดอกซากุระ (พญาเสือโคร่ง) ซึ่งจะบานปีละครั้งเท่านั้น

นอกจากต้นซากุระญี่ปุ่นแล้ว ภายในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังมีแปลงและโรงเรือนต่างๆ ที่จัดแสดงพันธุ์ไม้เมืองหนาวให้ศึกษาเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น แปลงบ๊วยยุคเริ่มก่อตั้งสถานีฯ โรงเรือนจัดแสดงพันธุ์ผักเมืองหนาวหลากหลายชนิด สวนไม้ดอกกลางแจ้ง เรือนกุหลาบตัดดอก สวนจัดแสดงบอนไซไม้เมืองหนาว

ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก

โดยเลือก “ดอยอ่างขาง” ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งเป็น“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”ขึ้น นับเป็นโครงการหลวงแห่งแรกของประเทศไทย จากเขาหัวโล้น ในหลวง ร. ๙ ทรงพลิกฟื้นดอยอ่างขางสู่แหล่งผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์ จากนั้นดอยอ่างขางก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

จากเขาหัวโล้นกลายเป็นแปลงพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์ และมากไปด้วยทัศนียภาพอันงดงาม ทั้งจากสภาพธรรมชาติ แปลงพืชผัก โรงเรือน และสวนประดับตกแต่งต่าง ๆ ภายในสถานี ทำให้ปัจจุบันดอยอ่างขางเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันงดงามขึ้นชื่อของเมืองไทย ที่มีผู้คนเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมสัมผัสในความงามกันไม่ได้ขาด

ที่พักและร้านอาหาร บน ดอยอ่างขาง

ซากุระอ่างขาง-เชียงใหม่1

• บ้านพักรับรองภายในศูนย์ฯ จำนวน 18 หลัง
ขนาดพัก 2 คน ราคา 1,000-1,200 บาท/หลัง/คืน
ขนาดพัก 6 คน ราคา 1,200-1,800 บาท/หลัง/คืน
และขนาดพัก 40 คน ราคา 150 บาท/คน/คืน

• เต็นท์บริการ ขนาด 2-3 คน ราคา 150 บาท/หลัง/คืน หากรวมถุงนอนราคา 300 บาท/หลัง/คืน ขนาด 4-5 คน ราคา 300 บาท/หลัง/คืน หากรวมถุงนอน ราคา 500 บาท/หลัง/คืน กรณีนำเต็นท์มาเองคิดค่าบริการพื้นที่คนละ 20 บาท
• มีร้านอาหารและเครื่องดื่มภายในสโมสรอ่างขาง

ภูนาคำ รีสอร์ท (Phunacome Resort)

โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าไม้แบบ 360 องศา ให้ดื่มด่ำบรรยากาศเย็นสบายได้แบบชุ่มปอด โดยเน้นคอนเซ็ปต์โรงแรมสีเขียว ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมอีสาน การมีสุขภาพที่ดี และได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการโรงแรมใบไม้สีเขียว, โครงการ โรงแรมสร้างเสริมสุขภาพ, เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ, ปลูกผักปลอดสารพิษ, โครงการปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก อีกทั้งมีกิจกรรมที่ให้ลูกค้าและผู้สนใจได้ทดลองทำนาบนผืนนาในพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย

สวนทิพย์วนา รีสอร์ท (Suanthip Vana Resort)

การันตีคุณภาพด้วยรางวัลชนะเลิศที่พักทางภาคเหนือของไทยมาแล้วหลายปี สวนทิพย์วนาเป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาใน จ.เชียงราย และมองเห็นวิวแม่น้ำแม่ลาว ห้องพักมีทั้งแบบ Deluxe Suite และ Baan Pkakeryor หรือ Pkakeryor Villa พาวิลเลียนสไตล์ล้านนา ตกแต่งด้วยไม้สักและงานศิลปะท้องถิ่น เป็นบ้านพักส่วนตัวคล้ายที่พักชาวเขา มีระเบียงส่วนตัวรับลมคลายร้อนในตอนกลางวัน และเย็นสบายในยามค่ำคืน ส่วนที่ ร้านอาหารโตกคำ สามารถดื่มด่ำวิวภูเขาระหว่างรับประทานอาหาร และเอนหลังพักผ่อนยามบ่าย ณ วาวีบาร์ ที่จะได้อิ่มอร่อยกับเมนูของว่าง โฮมเมดเบเกอรี่ และเครื่องดื่มหลังอาหารค่ำ พร้อมเพลงคลอเบาๆ สไตล์บัลลาด

ต้องบอกว่าหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น กับการอวดโฉมของซากุระญี่ปุ่น ที่ไม่ต้องบินไปไกลก็สามารถเที่ยวชมกันได้ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต้นซากุระญี่ปุ่น และ เชอรี่ (Cherry Blossom) ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวงได้นำเข้ามาปลูกทั้งจากญี่ปุ่น และไต้หวันนั้น บานสะพรั่งสีชมพูสวยไปทั้งอ่างขางกว่า 5,000 ต้นแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ตามจุดต่างๆ

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวโดย ufabet.com

Categories
Blog

หมู่เกาะกำ ระนอง

หมู่เกาะกำ-ระนอง

หมู่เกาะกำ ระนอง อาหารทะเลสด น้ำใสสุดๆ

หมู่เกาะกำ ระนอง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแหลมสน อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เป็นหนึ่งในหมู่เกาะแถบทะเลอันดามัน ที่สวยไม่แพ้เกาะชื่อดังอื่นๆเลย แต่ก็เพราะไม่ได้เป็นสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวนี่แหละ ธรรมชาติของที่นี่จึงคงความสวยงาม และ อุดมสมบูรณ์มากๆไว้อยู่ แถมยังเงียบสงบมากๆ

หมู่เกาะกำ ระนอง เป็นเกาะที่สวยงาม มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์อยู่เกือบรอบเกาะ หมู่เกาะกำเป็นหมู่เกาะที่อยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ แหลมสน  มีเกาะกำใหญ่เป็นเกาะศูนย์กลางและรายล้อมด้วย เกาะกำนุ้ย เกาะกำกลางเกาะกำตก เกาะค้างคาว เกาะล้าน เกาะกำหนุ่ย

เกาะกำเป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่ ที่มี หาดทรายขาวละเอียด เหมาะแก่การเล่นน้ำ ดูปะการัง คงสภาพสมบูรณ์ทั้งพืชพรรณ สัตว์ป่า และ บ้านแหลมนาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเกาะ มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ และ ทำประมงชายฝั่ง ที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเดิมๆไว้ได้อย่างสมบูรณ์

และ หาดประพาส เป็นหาดทรายกว้าง เต็มไปด้วยทิวสน และ ลานหญ้า อยู่ปากคลองกำพวน เหมาะแก่การพักผ่อน และ หาดอ่าว เคยมีสภาพป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยพันธุ์ไม้ และ สัตว์ป่าหลายชนิด และ ยังมีป่าชายเลนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาก เหมาะสำหรับการเดินป่า

พื้นที่ของหมู่เกาะ ส่วนใหญ่ อยู่ในแนวน้ำตื้น น้ำทะเลลึกไม่เกิน 7 เมตร มีเพียงเกาะค้างคาว ที่อยู่ในแนวน้ำลึก ทะเลรอบเกาะมี ความลึกประมาณ 10 เมตร จากหาดบางเบน จะมองเห็นเกาะเรียงจากซ้าย ไปขวาเรียงกันไปเริ่มจากหมู่เกาะกำนุ้ยอยู่ด้านซ้ายสุด ถัดมาเป็นหมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะกำใหญ่อยู่ถัดไป

เกาะค้างคาว หมู่เกาะกำ ระนอง

หมู่เกาะกำ-ระนอง1

มีหาดทรายขาวละเอียด ที่นี่ เป็นจุดที่เรือนิยมพามาดำน้ำ มาถึงเกาะค้างคาว ในช่วงเช้าถือว่าคลื่นแรง น้ำไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ มองไปยังฝั่งทะเลฟ้ายังเป็นสีขาว และ ย้อนแสง ซึ่งต่างจากครั้งก่อน ที่เคยมาในช่วงบ่ายแดดกำลังจัดพระอาทิตย์ ส่องทำมุมไปยังฝั่งทะเล ทำให้ได้ท้องฟ้าสีฟ้าพอดี

ถึงแม้คลื่นจะแรงกระทบฝั่ง แต่เราก็ยังเห้นความสวยใวของน้ำทะเลอยู่บ้าง ส่วนในเรื่องของความเงียบสงบก็ยังยกให้เป็นที่หนึ่ง ทั้งเกาะในตอนนี้มีเพียงแค่พวกเรา 10 คนเหมือนเดิม ชายหาดด้านหน้า และ ฝั่งตะวันออกเป็นหาดทรายที่ขาวละเอียด นุ่มเท้า

เป็นเกาะใกล้ชายหาดบางเบนมากที่สุด และ จะเป็นฉากหลังให้กับภาพพระอาทิตย์ตกดิน ในการท่องเที่ยวหมู่เกาะกำ เรือจากหาดบางเบนจะถึงเกาะค้างคาว เป็นอันดับแรก ใช้เวลาเดินทาง ด้วยเรือหางยาวเล็กประมาณ 40 นาที หรือ 15 นาทีด้วยเรือแบบสปีดโบ๊ต

ด้านหน้าของเกาะ ทางทิศตะวันออก เป็นหาดทรายด้านเดียวของเกาะที่มีทรายขาวละเอียด ที่เกิดจากสลายตัว ทับถมกัน ของเหล่าปะการัง มีร่มเงาของต้นจิกทะเล และ ต้นหูกวาง ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา เป็นจุดพักผ่อนที่ดียิ่ง น้ำทะเลใสมากจนสามารถมองเห็นพื้นทราย

ด้านเหนือของเกาะ จะเป็นหาดหินกลมมน เรียงราบเต็มไปทั้งหาด ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า หาดหินงาม ตรงหัวเกาะด้านเหนือนี้ มีปะการังเขากวาง ที่พอจะดำผิวน้ำดูได้ โดยที่พื้นที่เกาะค้างคาว อยู่ในแนวน้ำลึก ทะเลรอบเกาะ มีอยู่ปลาชุกชุม จึงเป็นแหล่ง ที่นักตกปลาของชมรมนักตกปลาของระนองนิยมมาเที่ยวและตกปลา

เกาะกำตก

หมู่เกาะกำ-ระนอง2

อยู่ถัดมาทางใต้ของเกาะค้างคาว ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีด้วยเรือหางยาวเล็ก เป็นที่ตั้ง ของหน่วยพิทักษ์อุทยาน ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่ดูแลรักษาและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว ด้านหลังเกาะด้านตะวันตกเป็นชายหาดที่โค้งอ่าวที่เกือบโอบโค้งมาติดกันเป็นรูปวงกลมตามแนวเหนือ-ใต้ ด้วยธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์นี้เอง ชาวเรือจึงเรียกเกาะนี้ว่า เกาะอ่าวเขาควาย

ตามแนวชายหาดมีต้นหูกวางและต้นจิกทะเลคอยให้ร่มเงา บนหาดมีปูเสฉวนอาศัยอยู่จำนวนมาก ในตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงของปูเสฉวนที่ออกมาหากิน พ้นจากโค้งหาดด้านใต้ของเกาะ จะมองเห็น เกาะกำนุ้ย อยู่ทางซ้ายมือไม่ไกลมากนัก เมื่อมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงลงไปทางใต้ และจะมองเห็น เกาะกำใหญ ่ ทางขวามือ เมื่อมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เกาะกำใหญ๋เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะกำ


หน้าเกาะด้านตะวันออกมีหาดทรายยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ทอดยาวจากด้านเหนือมาทางใต้ แล้วทอดโค้งไปทางตะวันตก ตลอดแนวชายหาดมีสนทะเลขึ้นเรียงเป็นแนวให้ร่มเงา เกาะกำตกมีบ้านพักรับรอง 1 หลัง เป็นแบบเรือนแถวแบบ 4 ห้อง และยังมีเต็นท์ให้เช่า มีร้านค้าและร้านอาหารสวัสดิการที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางวัน

รวมทั้งห้องน้ำที่สะอาด สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องค้างแรมบนเกาะต้องติดต่อที่สำนักงานของอุทยานแหลมสน ที่หาดบางเบนก่อน เพื่อแจงความประสงค์ขอพักแรมและจองที่พัก นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนนอนฟังเสียงคลื่นลมที่ชายหาดใต้ร่มเงาสนทะเล หรือมาว่ายน้ำชมปะการังน้ำตื้น

เกาะญี่ปุ่น หรือ เกาะกำกลาง 

หมู่เกาะกำ-ระนอง3

เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาหมู่เกาะกำ ตั้งอยู่กึ่งกาง ระหว่างเกาะกำใหญ่ ทางทิศตะวันออก และ ทิศตะวันตก ของเกาะกำนุ้ย รูปร่างของเกาะเป็นภูเขาเล็กๆ โดยมีแนวชายหาดอยู่ทางด้านหน้าของเกาะ ทางทิศ ตะวันออก เกาะญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ชายหาดของเกาะญี่ปุ่นมีทรายที่ขาวละเอียด นุ่มเท้า นอกจากนี้ยังมีีน้ำทะเลที่ใสสะอาดจนมองเห็นพื้นทรายสามารถ เดินเที่ยวตามชายหาดได้รอบจนถึงด้่านgหนือของเกาะที่อยู่ใกล้ กับเกาะเล็กๆอีกเกาะหนึ่ง นอกจากนี้รอบเกาะยังพอมีแนวปะการังดำน้ำ ชมได้แต่มีจำนวนไม่มา

ประวัติความเป็นมา และ ข้อมูลเพิ่มเติม

ตามประวัติเล่าว่าเกาะนี้เคยมีชาวญี่ปุ่นมาเลี้ยงหอยมุก หรือบ้างก็ว่าทหารญี่ปุ่นเคยใช้เกาะนี้เป็นที่ประกอบอาหารส่งเสบียงไปให้แก่ทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่ใช้จังหวัดระนองเป็นเส้นทางเดินทัพผ่านไปยังประเทศเมียนมาร์ จึงได้ชื่อว่าเกาะญี่ปุ่นนั่นเอง

การเดินทางไปหมู่เกาะกำ

จากตัวเมืองระนองใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ก่อนถึงอำเภอกะเปอร์จะมีป้ายให้เลี้ยวเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ท่าเรือบางเบน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถนั่งรถสองแถวจากหน้าบขส. หรือตลาดเทศบาลเมืองระนอง จะมีรถไปอำเภอกะเปอร์ออกทุกชั่วโมง ตั้งแต่ 06.00 – 17.00 น. ค่ารถคนละ 50 บาท ลงที่ปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน

จากนั้นต้องอาศัยความสามารถในการโบกรถไปที่ท่าเรือใช้เวลาประมาณ 10 นาที หรือติดต่อบริษัทเรือให้มารับ หรือจะเหมารถสองแถวจากตัวเมืองก็ได้ราคาแล้วแต่จะตกลงกัน

แนะนำว่าให้ขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือบางเบน เพราะใกล้และสะดวกที่สุด โดยติดต่อเรือกับทางอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งค่าบริการเรือหางยาวจะอยู่ที่ 2,000-2,500 บาท

ขึ้นอยู่กับจำนวนเกาะและเวลา นั่งได้ประมาณ 10-12 คน พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำตื้น และเสื้อชูชีพ ที่พี่คนขับเรือจะให้เราใส่ตั้งแต่ก้าวขึ้นเรือเลย ปลอดภัยสบายหายห่วงแม้ว่ายน้ำไม่เป็น

แนะนำห้องเช่า หมู่เกาะกำ ระนอง

โกเมน วิลล่า

ราคา 200 บาท อยู่ถนนทางเข้าหาดบางเบน มีบ้านพักแบบบังกาโล
ที่อยู่ : ถนนไปหาดบางเบน 200เมตรก่อนถึงประตูทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

อันดามันพีช รีสอร์ท

ราคา 600 – 1500 บาท อยู่ติดชายหาดบางเบน แยกขวามือก่อนเข้าที่ทำการอุทยานฯ ถนนไปบ้านม่วงกลวง ประมาณ 2 กม. จะมีป้ายบอกทางซ้ายมือ มีบ้านพักแบบบังกาโลและอาหารบริการและยังมีบริการเรือเร็วนำเที่ยวเกาะแก่ง-ปะการัง-ตกปลา
ที่อยู่ : 11/2 หมู่ 4 ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

วาสนา รีสอร์ท

ราคา 250 และ 500 บาท อยู่ทางเข้าหาดบางเบน มีอาหารบริการและบริการเรือนำเที่ยวเกาะในเขตอุทยาน
ที่อยู่ : ถนนไปหาดบางเบน 200เมตรก่อนถึงประตูทางเข้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน ตำบลเมืองกลวง อำเภอกะเปอร์ จ.ระนอง

ขอขอบคุณบทความรีวิวสถานที่ท่องเที่ยว โดย ufabet.com

Categories
Blog

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย ดินแดนแห่งความฝัน

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย ปัจจุบันมี 2 แห่ง คือ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและ ที่เพิ่งเปิดล่าสุด ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยว ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่จัน เชียงราย ก่อนถึงบ้านเทอดไทย ซึ่งเป็นไร่ชาแห่งที่ 2 เปิดได้ประมาณ 2 ปีกว่า มีพื้นที่กว้างมากๆ และ ได้บรรยากาศ ของ ธรรมชาติที่ไร่ชา และ ที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ปลูกโค้งวนไปตามไหล่เขา

ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย มีนักท่องเที่ยวมากมาย ที่หลั่งไหลกันเข้ามา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะถ่ายภาพ และ ชมความงามได้หลายจุด นอกจากจะได้รับชมทัศนียภาพ ที่สวยงาม ของไร่ชาแล้ว ที่นี่ ยังมีร้านอาหาร และ เครื่องดื่ม เบอเกอรี่ แสนอร่อยให้บริการกับลูกค้าที่แวะเวียนมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้

มีเมนูเด็ด และ เมนูยอดนิยม เช่น ยำทูน่า สปาเก็ตตี้ยูนาน หมั่นโถวใบชานุ่ม ชาเขียว ชาเย็น เค้กชาเขียว และ เค้กช๊อกโกเลตต่างๆ ซึ่งจะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว และ ชมไร่ที่สวยงาม และ เส้นทาง ของการเดินทาง ไปถึงไร่ ค่อนข้างสะดวก เป็นถนนราดยางตลอดทั้งเส้น

ทางอีกแห่งหนึ่ง คือ ไร่ชาฉุยฟง ที่เปิดในช่วงแรก เป็นไร่ดั้งเดิม สวนชาตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ในภูมิประเทศแถบเทือกเขาสูง จากระดับน้ำทะเลกว่า 1,200 เมตร มีความสวยงามของไร่ชา ที่กว้างใหญ่ โดยจะปลูกโค้งวนตามสันเขา และ ลดหลั่นเป็นขั้นบันได ซึ่งดูสวยงามแปลกตาดี

เส้นทางในการเดินทาง ค่อนข้างโค้งชัน และ แคบ พอสมควร แต่รถทุกชนิดสามารถเข้าได้ และ ไร่ชาที่แม่ฟ้าหลวง ไม่มีร้านอาหารให้บริการมมีแต่เพียงบรรยากาศของไร่ชา เพื่อให้นักท่องเที่ยว ได้ชมไร่แห่งนี้ เป็นสถานที่ถ่ายทำละคร หลายเรื่องกันเลยทีเดียว จนทำให้ ไร่ชาฉุยฟง เป็นที่รู้จัก แก่นักท่องเที่ยวมากขึ้นในปัจจุบัน

ความเป็นมาของ ไร่ชาฉุยฟง เชียงราย

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย1

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมี พระราชดำริ ส่งเสริมให้ประชากร มีอาชีพการเกษตร ด้วยโอกาสนี้ คุณทวี วนัสพิทักษกุล ได้ริเริ่มการปลูกใบชา โดย ได้ก่อตั้งโรงงานชาฉุยฟง จำกัด เมื่อปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ.2522) ในเขตพื้นที่ หมู่บ้านพญาไพร ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในสมัยนั้น โดยได้รับการสนับสนุน แนะนำจากโครงการหลวงฯ และ ได้รับประสานความช่วยเหลือ จากสมาคมช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากจีนไต้หวัน ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ปลูกใบชา ในพื้นที่ อากาศอันเหมาะสมแห่งนี้ จนได้รับความเจริญก้าวหน้า มาโดยตลอด

เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา คุณทวี วนัสพิทักษกุล ได้ขยายกิจการ โดยชักชวนมวลชน ในหมู่บ้านพญาไพร และ ใกล้เคียง ได้เข้าร่วม โครงการปลูกชาพันธ์ดี เพื่อนำผลผลิต เข้าสู่โรงงานของบริษัทชาฉุยฟง จำกัด ซึ่งได้เข้าร่วมมือกันขยายพื้นที่ปลูกชาประมาณ 300 ไร่ในเวลาขณะนั้น บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้รับความช่วยเหลือ จากสมาคมช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยแห่งจีนไต้หวัน ได้มอบต้นกล้าชาอู่หลง ซึ่งเป็นชาพันธุ์ดี จำนวน 360 ต้น มาเพาะขยายกล้าพันธุ์ พร้อมได้รับคำแนะนำ จากผู้เชียวชาญ ในระยะเวลาดังกล่าวบริษัทชาฉุยฟง จำกัด ได้พัฒนาไร่ชา จนกลายเป็นแบบอย่างของการเกษตรในพื้นที่ภูเขาสูง และ มีผู้เข้าโครงการกับ บริษัทชาฉุยฟง จำกัด จากพื้นที่ใกล้เคียงมากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาการในเขตพิ้นที่บริการตามโครงการของ บริษัทชาฉุยฟง จำกัด ดีขึ้นกว่าเดิม

แนะนำข้อมูลเพิ่มเติม

ไร่ชาฉุยฟง เป็นไร่ชาที่อยู่ตามแนวภูเขา ซึ่งกิจกรรม ที่นักท่องเที่ยวนิยมกันเป็นอย่างมาก คือ การเดินถ่ายรูปในไร่ชา ใครที่ชอบจิบชา หรือ กาแฟ ท่ามกลางธรรมชาติต้นไม้เขียวขจี และ บรรยากาศเป็นแบบ อากาศหนาว

อากาศหนาวๆที่ไร่ ไม่ทำให้ ทุกคนผิดหวังแน่นอน หากหน้าหนาวนี้ ใครกำลังมองหาที่พัก บรรยากาศฟินๆ และ ที่พักที่น่าสนใจใกล้ๆ ขอแนะนำที่พักให้กับ นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทาง มาเที่ยวชม ที่ไร่ชา เพื่อเป็นประโยชน์ของกับนักเดินทางมาเที่ยว พักผ่อน และ สำหรับที่พักที่จะแนะนำ มีดังต่อไปนี้

เดอะ วรรณ รีสอร์ท (The One Resort)

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย2

ตั้งอยู่ในแม่สาย ไม่ไกลจากไร่ชาฉุยฟง ให้บริการห้องพัก ปรับอากาศที่สามารถมองเห็น วิวสวน และ ภูเขา มีตู้เสื้อผ้า พื้นที่นั่งเล่น โทรทัศน์ดาวเทียมจอแบน ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรีและพื้นที่ฝักบัว และตู้เย็น ที่พักมีลานระเบียง มีบุฟเฟต์อาหารเช้าให้บริการทุกวันและอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรี

ราคา: เริ่มต้น 700 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 8.6/10

สวนชา ที การ์เด้น (Suancha Tea Garden)

ไร่ชาฉุยฟง3

ให้บริการที่พักแบบบังกะโลที่สะดวกสบายพร้อมวิวภูเขาและไร่ชา ในห้องพักมีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ มีระเบียงส่วนตัว ตู้เย็นและห้องน้ำในตัวมีฝักบัว มีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี ในพื้นที่ส่วนกลางของรีสอร์ท มีพื้นที่จอดรถในสถานที่ มีบริการอาหารไทยท้องถิ่นสำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็นเมื่อแจ้งความประสงค์ และมีร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่งอยู่ห่างจากที่พักแห่งนี้ด้วยการเดินทางโดยรถยนต์ไม่เกิน 5 นาที

ราคา: เริ่มต้น 800 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 9.0/10

เบดไทม์ สตอรี่ (Bedtime Story)

ไร่ชาฉุยฟง-เชียงราย4

ตั้งอยู่ใกล้ทางขึ้นดอยตุง และไม่ไกลจากไร่ชาฉุยฟง มีตลาดสดอยู่ตรงปากซอยทางเข้าที่พัก ให้บริการที่พักสะอาดพร้อมระเบียงส่วนตัว มีแผนกต้อนรับตลอด 24 ชม. เลานจ์ส่วนกลาง มีพื้นที่จอดรถส่วนตัวฟรี จักรยานสำหรับใช้งานฟรี และบริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ฟรีในทุกพื้นที่ ห้องพักทุกห้องมีพื้นที่นั่งเล่น โทรทัศน์จอแบนพร้อมช่องดาวเทียม ห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำฟรี เครื่องปรับอากาศและโต๊ะทำงาน

ราคา: เริ่มต้น 500 บาท / คืน

คะแนนรีวิว: 8.8/10

ขอขอบคุณบทความสถานที่ท่องเที่ยว โดย ufabet.com

Categories
Blog

เกาะมุก

เกาะมุก

เกาะมุก ที่สุดของสเน่ห์ ธรรมชาติ

เกาะมุก เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของทะเลตรัง การเกาะมุกยังคงสงบเงียบ คงความเป็นธรรมชาติ และ วิถีชีวิตของชาวเกาะ ทำให้ เกาะมุกดูมีเสน่ห์เอามากๆเลยที่เดียว และ สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ชอบความวุ่นวายใดๆ เพราะแม้จะเป็นเกาะมุก เปิดให้ท่องเที่ยว แต่ว่าวิถีชีวิต ของชาวบ้านบนเกาะ ก็ยังคงดำเนินต่อไป ให้เราได้ชื่นชม ทั้งวิถีชีวิตของชาวประมง และ วิถีของชาวสวนยางพารา และ สวนมะพร้าว และชาวบ้านที่นี่ก็ยังดำเนินชีวิต ไปตามแบบฉบับเดิม ที่เคยมีอยู่ แต่ก็จะมีเพิ่มเติมก็ในส่วนของ กิจการร้านอาหาร รีสอร์ทบ้านพัก โฮมสเตย์ ที่เข้ามาบริการนักท่องเที่ยวที่ แวะมาเยี่ยมเยือนก็เท่านั้น

พื้นที่และที่ตั้ง

ห่างจากท่าเรือ ควนตุ้งกูประมาณ 9 กิโลเมตร อยู่ห่างจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานแห่งชาดหาดเจ้าไหม การเดินทาง จากท่าเรือควนตุ้งกู มีเรือโดยสาร ออกวันละเที่ยวช่วงเช้า หรือ จะเหมาเรือหางยาวขนาดใหญ่ ไปก็ได้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ขึ้นเกาะมุก ที่ท่าเรือสะพานยาว ด้านหน้าเกาะ จากนั้น ต้องเช่าเรือหางยาว เพื่อไปเที่ยวถ้ำมรกต ซึ่งอยู่ ด้านหลังเกาะ หรือ จะเลือกใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ One Day Tour ที่ท่าเรือปากเมงก็ได้

จุดเด่น

เกาะมุกเป็นเกาะที่ใหญ่ เป็นอันดับที่ 3 ของท้องทะเลตรัง มีชุมชนชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่บนเกาะมานานแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ ยังทำประมงขนาดเล็ก ด้วยเรือหางยาว มีจำนวนเรือ มากกว่าเกาะอื่นๆ รวมถึงสวนยางพารา และ สวนมะพร้าวด้วย จุดเด่นของเกาะมุก คือ ถ้ำมรกต ถ้ำน้ำเล็กๆ ซึ่งมึความยาวประมาณ 80 เมตร

นักท่องเที่ยว ต้องลอยตัว ฝ่าความมืด เพื่อเข้าไปพบกับห้องโถงไร้หลังคาขนาดใหญ่ ภายในนี่เอง เรียกว่าถ้ำมรกต น้ำทะเลภายในห้องโถงนี้มีสีเขียวใส ราวมรกตทรายก็ขาว ละเอียดมาก เหมาะแก่การพักผ่อนชมทัศนียภาพ อย่างยิ่ง นอกจากถ้ำมรกตแล้ว

และ เกาะยังมีชายหาด ที่สวยงามด้วย ส่วนใหญ่ฝรั่ง จะชอบไปพักค้างคืนกันหลายๆคืน เพราะบรรยากาศเงียบสงบ เม็ดทรายละเอียด ขาวสะอาด น้ำทะเลใส สามารถเดินเล่น ไปตามชายหาดต่างๆ ตามถนนสายเล็กๆ ที่เชื่อมกัน แต่ละ หาดสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ตกได้อย่างสวยงามอีกด้วย

ฤดูกาลที่เหมาะสม 

ได้ทุกฤดู เพราะ อยู่ใกล้ฝั่งเช่นเดียวกับเกาะลิบง แต่การเดินทางสู่แหล่งอื่นๆ ของทะเลตรังควรตรวจสอบอากาศให้ดี เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ เดือน ธ.ค.-พ.ค. ก่อนเดินทางควรเช็คสภาพอากาศทุกครั้ง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

สิ่งอำนวยความสะดวก 

บนเกาะมีเส้นทางเชื่อมต่อ ถึงกันเกือบรอบเกาะ ส่วนใหญ่ใช้วิธี เดินเท้า จักรยาน และ มอเตอร์ไซค์ มีร้านค้าขายของชำ ร้านอาหารท้องถิ่น มีตลาดนัดที่ท่าเรือ อ่าวพังกาทุกวันพุธ ยังไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ได้บางจุด

เช่ารถมอเตอร์ไซด์ คุณสามารถ เช่ารถมอเตอร์ไซด์ได้ในราคา​ 250​ บาทต่อวันพร้อมน้ำมันได้จากร้าน PK มินิมาร์ท​คุณจะเห็นร้านตั้งอยู่ทางขวามือหลังจากที่คุณขึ้นมาจากท่าเรือ

เงิน ที่นี่ไม่มีตู้ ATM แต่คุณสามารถถอนเงินสด จากบัตรของคุณได้จากร้าน PK มินิมาร์ท​ โดยคิดค่าบริการ ประมาณ 5% เราจึงขอแนะนำ ให้คุณพกเงินสดมาที่เกาะมุกเลยจะดีกว่ามากๆ

7/11 ที่นี่ไม่มีร้าน 7/11 มีแต่ร้านมินิมาร์ทในพื้นที่เท่านั้น​ ซึ่งสินค้ามีราคาแพงกว่าเล็กน้อย​และได้ทำให้ร้านค้าและบริเวณใกล้เคียง มีลูกค้าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ที่มาแวะซื้อของกินและเครื่องดื่มจากร้านขายของชำ

โรงพยาบาล ที่นี่มีคลินิกในหมู่บ้านซึ่งรักษาอากาป่วยที่ไม่รุนแรง​ หากเป็นอาการป่วยที่รุนแรง​ คุณต้องเข้าไปในเมืองตรัง​ เพื่อรักษาโดยฝีมือแพทย์ที่มีเครื่องมืออำนวยสะดวกและปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวที่เกิดอันตราย

วิธีเดินทางมายังเกาะมุก

เดินทางจากกรุงเทพ​มหานคร มีเที่ยวบิน​ AirAsia บินจากกรุงเทพ​ ฯ​ ถึงจังหวัดตรัง​สามเที่ยวบินต่อวัน​โดยใช้เวลาประมาณ​ 90​ นาที

เดินทางจากสนามบินตรัง

วิธีที่ง่ายที่สุด ในการเดินทาง จากสนามบินตรัง มาที่เกาะมุก ก็คือ การนั่งรถตู้ และ ต่อเรือข้ามฟาก รถตู้จะออกช่วงเดียว กับเวลาที่เที่ยวบิน AirAsia จากกรุงเทพ​มหานคร มาถึงในช่วงเช้า​ โดยรถตู้จะใช้เวลาประมาณ​ 2 ช่วงโมงในการเดินทางถึงเกาะอย่างสะดวกสบาย

เกาะมุก สิวาลัย บีช รีสอร์ท

เกาะมุก1

เป็นจุดหมายปลายทางในฝัน ที่แท้จริง ตั้งอยู่ทางตะวันออก ของเกาะมุกที่สามารถมองเห็น วิวทะเลทั้งสองด้าน และ นักท่องเที่ยว จะได้เพลิดเพลิน กับ พระอาทิตย์ ขึ้นที่น่าประทับใจ จากชายหาด รีสอร์ทแห่งนี้ให้บริการบังกะโลที่สวยงาม 60 หลัง

ผสมผสานการออกแบบอย่างมีรสนิยม ในโทนสีเขตร้อน และ ความสะดวกสบายระดับ 5 ดาว พร้อมทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติและความสงบ บริการที่นำเสนอและสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมกับทำเลที่สะดวกทำให้รีสอร์ทเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทาง

ข้อมูลของห้องพัก

เกาะมุก2

บ้านพักสไตล์ไทย 48 หลัง ทอดยาวไปตามชายหาดและซ่อนตัวอยู่ในป่าเขตร้อน มีหลังคาหญ้าแบบดั้งเดิม ใช้ไม้ท้องถิ่นและการตกแต่งภายในแบบร่วมสมัยที่แสนสบาย วิลล่าทุกหลังมีระเบียงส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยเก้าอี้นอนเพื่อเอนกายและเพลิดเพลินไปกับสภาพแวดล้อมของสวรรค์ วิลลากว้างขวางได้รับการตกแต่งแบบไทย ๆ ทางภาคใต้อย่างอบอุ่น โทนสีการตกแต่งที่มีคุณภาพ เครื่องปรับอากาศและฝักบัวน้ำอุ่น บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ล็อบบี้

บนเกาะมีผู้คนอยู่อาศัยเป็นหมู่บ้าน 3 แห่ง มีชายหาดที่สวยงามรูปแบบต่างๆ ถึง 3 หาด คือ

เกาะมุก 3

หาดฝรั่ง 

เป็นหาดที่มีที่พักเรียงรายหลายหลัง และหลายเจ้าของ วางตัวอยู่บนหาดทรายสีขาวนวลกว้างใหญ่ มีชุมชนนักท่องเที่ยวฝรั่งขนาดใหญ่ มีบริการทางการท่องเที่ยวต่างๆ หลากหลาย นักท่องเที่ยวจากเกาะมุกย่านนี้ตระเวนท่องเที่ยวไปในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วทั้งทะเลตรัง

หาดสบาย 

เป็นหาดทรายสีนวล มีจุดเด่นด้านความเงียบสงบ แทบทุกวันที่นี่จึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักสงบมาจอดเรือแวะพักเล่นน้ำ อาบแดดกันสบายๆ เป็นการละทิ้งโลกที่ยุ่งเหยิงเข้าสู่โลกส่วนตัวที่สงบงามไม่ซ้ำใครแต่หาดที่กำลังมาแรง ก็คือ

ปลายแหลมด้านที่หันเข้าหาฝั่ง ที่ตรงนั้นเป็นรีสอร์ตเอกชนระดับห้าดาว ชื่อเกาะมุกศิวาลัย จุดเด่นของมุมเล็กๆ ที่เกาะมุกตรงนี้อยู่ที่ที่พักอันงดงาม ในบรรยากาศสบายๆ ของหาดทรายชายทะเลสีขาวสะอาด

ถ้ำมรกต 

คือ เวิ้งถ้ำที่มีลักษณะเป็นทะเลใน มีน้ำทะเลใสสีมรกต และหาดทรายสีขาวอยู่ภายในถ้ำ หากไม่ว่ายน้ำเข้าไป และไปไม่ถูกช่วงเวลาน้ำลง ก็คงจะไม่พบกับความหัศจรรย์ งดงามของหาดแห่งนี้

อาหารและเครื่องดื่ม

Hilltop ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ใกล้หาดชาลี เจ้าของร้านจะเล่าเรื่องมากมายให้คุณฟัง อีกทั้งอาหารครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเมนูก็ไม่มีขายอีกด้วย แต่เจ้าของร้านจะเสิร์ฟอาหารให้คุณเยอะมาก จนคุณออกจากร้านแบบไม่หิวโหยเลย

Koh Mook City Center ที่นี่มีอาหารทะเลที่อร่อยที่สุดบนเกาะมุก เราซื้อบาร์บีคิวปลาหมึกจากร้านนี้ครับ เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ลองชิมผัดหมึกน้ำดำแบบท้องถิ่น

Charlie Bar เป็นร้านที่เหมาะสำหรับการดื่มเบียร์พร้อมชมพระอาทิตย์ตกที่หาดชาลี

Ma Kin Ni ร้านอาหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ที่นี่มีแกงใต้ใส่กุ้งและน้ำปั่นผลไม้หวานน้อยที่อร่อยมาก

ขอขอบคุณบทความการท่องเที่ยวทั่วไทยโดย ufabet.com

เครดิต https://ufabets5.com/

Categories
Blog

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก unseen thailand

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก แห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านสวนชมวิวภูรักไทย หนึ่งในโฮมสเตย์ของหมู่บ้านรักไทยที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขึ้น และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และได้ลองสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบเป็นกันเอง มีบริการทั้งบ้านพักและลานกางเต็นท์ โดยที่ หมู่บ้านรักไทยจะมีโฮมสเตย์ อยู่หลายแห่งทีเดียว แต่หาก อยากจะมานั่งชิงช้า ชมวิวสวยๆ ต้องมาที่ บ้านสวนชมวิวภูรักไทย ที่นี้ที่เดียว

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก จากจุดชมวิว ที่นี้สามารถ มองออกไป เห็นทิวเขาและ พื้นที่ราบรอยต่อของ 5 จังหวัด คือ นครสวรรค์ ลพบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ และ พิษณุโลก ไกลสุดสายตา แม้ว่า วันที่เราไปนั้น ทัศนวิสัยอาจจะ ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่การได้ขึ้นไป ชมวิวบนชิงช้าต้นไม้ นั่งเล่นบนชิงช้า ลมเย็นสบาย ก็รู้สึกฟินไม่น้อย ช่วงเวลาที่แนะนำ ควรให้มามากที่สุดเลย ก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาว

สถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญอีกแห่ง ของ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยว ที่มาสัมผัสอากาศเย็นและ ชมทัศนียภาพของเขาค้อ และ ภูทับเบิก คือ การนั่งชิงช้าต้นไม้ ชมดาวบนดิน และ ดาวบนท้องฟ้า และความสวยงามของทิวทัศน์ที่กว้างไกล นอกเหนือจากดวงดาวบนท้องฟ้านับล้านดวงแล้วจากจุดที่พักในหมู่บ้าน บ้านรักไทย ยังสามารถมองเห็นดาวบนดินหรือแสงสว่างจากตัว อ.เนินมะปราง สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และหนาวเย็นในช่วงวันหยุดเป็นอย่างมาก

ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก ที่บ้านรักไทย

ตั้งอยู่ในบ้านสวนชมวิวภูรักไทย หนึ่งใน Homestay ของหมู่บ้านรักไทยที่ประชาชนด้วยกันจัดขึ้น แล้วก็เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และก็ได้ สัมผัสกับวิถีชีวิตท้องถิ่นแบบเป็นกันเองมาก และมีบริการทั้งยังที่พัก (House) รวมทั้งลานกางเต็นท์ (Camping ground) ซึ่งที่หมู่บ้านรักไทยจะมี Homestay อยู่หลายที่ทีเดียว แม้กระนั้นถ้าหากต้องการจะมานั่งชิงช้า (swing) ดูทิวทัศน์ที่สวยงามๆ ของแนะนำต้องมาที่บ้านสวนดูวิวภูรักไทยที่นี้ที่เดียว

กลุ่ม “โฮมสเตย์บ้านรักไทย” มีชาวบ้านในหมู่บ้าน บ้านรักไทย เข้าร่วมเป็นสมาชิกมากกว่า 10 ราย สามารถรองรับนับท่องเที่ยวได้นับ 1,000 คน โดยทุกแห่งได้จัดเตรียมความพร้อมไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบสัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและความสวยงามของธรรมชาติตลอดช่วงฤดูหนาวปีนี้

จุดชมวิวเนินมะปราง 

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก1

นั้นตั้งอยู่ ที่จังหวัดพิษณุโลก คำว่าเนินมะปรางเป็นชื่ออำเภออีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดพิษณุโลกนั่นเอง ซึ่งเป็นอำเภอที่ไม่ได้กว้างขวาง แต่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง โดยอำเภอนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป68กิโลเมตร อยู่ห่างไกลจากความแออัดของชุมชนเมือง จึงได้ความรู้สึกแบบสดชื่น และเหมาะกับการไปพักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อนๆ เพราะเป็นสถานที่ที่สวยงาม เต็มไปด้วยธรรมชาติ

แนะนำเพิ่มเติม

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก2

สำหรับใครที่มีโอกาส ได้ไปเที่ยวพิษณุโลก ก็จะพลาดไม่ได้เด็ดขาดกับการเข้าไปนั่งชิงช้าต้นไม้ ถ่ายรูปสวยๆ ที่บ้านสวนชมวิวภูรักไทย บอกเลยว่า ที่นี่ถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม และ เป็นการนั่งชิงช้าที่หวาดเสียวที่สุด และ สามารถมองออกไป 360 องศา

ที่บ้านชมวิวและโฮมสเตย์บ้านรักไทย ถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักในตัวเดียวกันเลยล่ะ มันฟินตรงที่ได้ไปกางเต๊นท์นอนอยู่กลางต้นไม้ ท่ามกลางทิวทัศน์ป่าเขา ซึ่งที่นี่ก็มีทั้งแบบกางเต๊นท์และก็แบบที่เป็นบ้านพัก หรือถ้าไม่ได้พักเขาก็อนุญาตให้ไปถ่ายรูปเล่นบนชิงช้าต้นไม้ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 20 บาท

หากเพื่อน ๆ นำเต๊นท์มาเอง จะเสียค่าที่เพียง 100 บาท หรือถ้าใช้บริการเต้นท์ของรีสอร์ทจะราคา 200 บาท ถือว่าไม่แพงและคุ้มมาก ๆ กับวิวที่เราจะได้สัมผัส และที่สำคัญมันมีอยู่เพียงต้นเดียว ทำการการแข่งขันในการมาจองที่ค่อนข้างสูง จองก่อนมีสิทธิ์ก่อน ซึ่งคะเนจากสายตาแล้วน่าจะได้ประมาณแค่ 3 เต๊นท์เท่านั้น

ข้างบนต้นไม้นั้น ทางรีสอร์ทเขาได้ทำที่เสียบปลั๊กไว้ด้วย สามารถชาร์จแบตกล้อง หรือ พาวเวอร์แบงค์ได้สบายสะดวกสบายสุดๆเลย และแถมเปิดเต๊นท์มาตอนเช้าๆ ยังมีโอกาสเจอกับทะลหมอกสวยๆ อีกและ ขอบอกเลยว่าของถูก และ ดียังมีอยู่จริงแน่นอน

กิจกรรมต่างๆ ที่ ชิงช้าต้นไม้ พิษณุโลก

นอกจากชิงช้าต้นไม้แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนุกให้ทำอีกมากมาย ตั้งแต่สลิงโล้ชิงช้า ที่คนกลัวความสูงก็เล่นได้ เพราะว่าสูงไม่มากและไม่ชัน ส่วนที่สนุกสุดๆ ก็คือการโล้ชิงช้า ที่ให้เพื่อนๆ ได้จับเชือกไกวกันตามใจชอบ แถมคนที่ขึ้นไปนั่งบนชิงช้าก็ยังได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามจากด้านบน รับลมเย็นๆ สบายสุดๆ

และที่นี่ยังมีกิจกรรม การนั่งรถเที่ยว เป็นรถสามล้อพ่วงข้างที่จะพานักท่องเที่ยวไปชมวิวชมสวน ธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ และฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และหากใครไปเที่ยวช่วงหน้าฝน ที่นี่จะมีหิ่งห้อยให้ได้ชมกันอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ยังมีอะไรเด็ดๆ ที่อยากให้เพื่อนๆทุกคน ได้ลองไปเที่ยว เหตุผลก็คือ ต้องมาแวะเที่ยว ที่บ้านสวนภูรักไทย เพราะ เป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศดีมากๆ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สวยงาม มีอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีที่พักที่เหมาะแก่การพักผ่อน หรือ นั่งทำงานสบายชิลล์ แต่ที่อยากแนะนำที่สุด นั่นก็คือ ไฮไลต์ของที่นี่ เพราะ บ้านสวนภูรักไทยแห่งนี้มีชิงช้าต้นไม้ ที่ตั้งอยู่ ในบ้านสวนภูรักไทย

บ้านสวนภูรักไทย นั้นก็เป็นอีกหนึ่งโฮมสเตย์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอย่างมาก ใครที่ได้ไปสัมผัสที่นี่ก็จะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตบ้านๆของคนในชุมชน อีกทั้งนั่งชิงช้าที่ชมวิวได้ทั่วทุกมุมทั้งทิวเขาและพื้นที่ราบ ยิ่งช่วงเช้าๆได้สัมผัสกับหยดน้ำค้างทุ่งหญ้าและดอกไม้นานๆชนิดที่กำลังผลิบานในยามเช้า ได้ความรู้สึกที่สดชื่นมากๆจริงๆ และหากเราไปเที่ยว

ในช่วงฤดูหนาว ก็จะได้ชม ความสวยงามของทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าของที่นี่ด้วย ที่แห่งนี้ เปิดให้ทุกคนได้มาเที่ยว มาถ่ายภาพ ไม่จำเป็นจะต้องเป็น นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาพักก็ได้ นอกจาก นี้ยังมีกิจกรรม ที่ต้อนรับทุกคนอยู่ คือ การนั่งสามล้อชมวิวสวน โดยรอบใครที่มาเที่ยวที่นี่ จะได้เห็นธรรมชาติ ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ใครมีแพลน จะไปเที่ยวที่นี่ แนะนำนักท่องเที่ยวทุกคน ไม่ควรพลาดมาเที่ยวที่แห่งนี้

ที่พักบ้านรักไทย เนินมะปราง

ชิงช้าต้นไม้-พิษณุโลก3

บ้านสวนชมวิว

บ้านสวนชมวิว บ้านพักที่มีชิงช้าบนต้นไม้ให้แกว่งเล่นมองวิวทิวเขา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภาพไฮไลท์ในการท่องเที่ยวบ้านรักไทยที่ถูกตาต้องใจใครหลายคน เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า  มีบ้านพักแบบสะดวกสบาย ติดกับจุดชมวิวให้ประมาณ 5 หลัง เป็นห้องแอร์  และยังมีบ้านพักอีก 1 จุดที่ตั้งอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามกัน แต่จะไม่ติดกับจุดชมวิวแต่สามารถเดินข้ามฝั่งมาได้  รวมถึงจุดกางเต็นท์ให้บริการ

สวนพงษ์แตง

สวนพงษ์แตง โฮมสเตย์  พิกัดที่ตั้งจะอยู่ท้ายสุดของบ้านรักไทย ไม่ไกลจากบ้านสวนชมวิวมากนัก  เป็นโฮมสเตย์ที่เงียบสงบ บรรยากาศดีมาก รายล้อมด้วยสวนต้นไม้  จุดเด่นของที่นี่  คือ  มีระเบียงชมวิวที่ สามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนรามา เบื้องหน้าคือภาพทิวเขาเรียงรายสลับซับซ้อนไกลสุดตา ในยามเย็นสามารถชมพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมได้จากหน้าบ้านพัก  สวนพงษ์แตงมีบ้านพักทั้งแบบมาเป็นหมู่คณะและแบบ 2-3 คน ที่โดดเด่นคือ บ้านต้นไม้ ดีไซน์เก๋ไก๋ที่มีระเบียงชมวิวอยู่รอบบ้านซึ่งมีเพียง 1 หลังเท่านั้น นอกจากนี้ยังให้บริการลานกางเต็นท์ด้วย

บ้านสวนเชิงเกษตร

บ้านสวนเชิงเกษตร  มีบ้านพักหลากหลายแบบให้เลือกทั้งบ้านพักแบบบ้านไม้ทรงไทย บ้านพักแบบน่ารักสีชมพูหวานและบ้านพักแบบปูนที่สร้างแบบเรียบง่าย สำหรับจุดชมวิวนั้นทางบ้านพักได้จัดทำเป็นระเบียงชมวิว 2 ชั้น เรียกว่าจุดชมวิวดีเจน้องใหม่ สามารถมองเห็นวิวทิวเขาของบ้านรักไทยได้เช่นกัน

สวนข้าวตู ภูข้าวฟ่าง

ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านสวนชมวิว เพราะฉะนั้นวิวที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจะเป็นวิวคล้ายกัน   สวนข้าวตู มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีการตกแต่งเป็นมุมกระจุกกระจิกให้ถ่ายภาพหลายจุด  มีบ้านพักประมาณ 3-4 หลัง รวมถึงสถานที่กางเต็นท์ บนบ้านไม้  2 ชั้น ที่สามารถเห็นวิวที่สวยงามอยู่เบื้องหน้า

ขอขอบคุณบทความรีวิวการท่องเที่ยวดีๆ โดย ufabet.com